ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2534

ฎีกาที่ 1331/2534

หลักกฎหมาย

หนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันและหนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน ต่างถึงกำหนดพร้อมกันและมีประกันเท่ากัน แต่หนี้รายที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกัน จะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีตามสัญญา ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าหนี้รายที่จำเลยที่ 3 ค้ำประกัน ซึ่งจะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224วรรคหนึ่ง การนำเงินสะสมของจำเลยที่ 1 ชำระหนี้รายที่จำเลยที่ 2ค้ำประกันเพื่อให้หนี้รายนี้ปลดเปลื้องไปก่อน จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของลูกหนี้ได้มากกว่า เพราะเป็นการลดภาระที่หนักกว่าของลูกหนี้ แม้หนี้รายที่จำเลยที่ 3 ค้ำประกันจะมีจำนวนสูงกว่าเมื่อคำนวณดอกเบี้ยในระยะเวลาเท่ากัน จำนวนดอกเบี้ยของหนี้รายที่จำเลยที่ 3 ค้ำประกันจะเป็นจำนวนสูงกว่า ก็มิได้ทำให้หนี้ทั้งสองรายนี้ต้องเสียดอกเบี้ยมากกว่า เพราะเมื่อเปรียบเทียบกรณีนำเงินสะสมของจำเลยที่ 1 ไปชำระหนี้รายที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันกับรายที่จำเลยที่ 3 ค้ำประกัน แล้วคำนวณดอกเบี้ยจากยอดหนี้คงเหลือ จะเห็นได้ว่ากรณีที่นำเงินสะสมดังกล่าวไปชำระหนี้รายที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกัน จำนวนดอกเบี้ยในหนี้ทั้งสองรายรวมกันในระยะเวลาภายหลังจากนั้น จะมีจำนวนน้อยกว่ากรณีนำเงินสะสมดังกล่าวไปชำระหนี้รายที่จำเลยที่ 3 ค้ำประกัน ตามข้อสัญญากำหนดเบี้ยปรับจำนวนสองเท่าของเงินที่จำเลยที่ 1ต้องชดใช้คืนโจทก์ แต่การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ใช้ทุนฝึกอบรมครบถ้วนเป็นเพราะโจทก์มีส่วนอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ไปศึกษาต่อต่างประเทศเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ไม่กลับมาใช้ทุนและลาออกจากราชการไปการคิดเบี้ยปรับสองเท่าของจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้คืนให้โจทก์จึงเป็นจำนวนที่สูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ลดเบี้ยปรับลงเหลือหนึ่งเท่าของจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้คืน.

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยเรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนว่าจำเลยที่ 1เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกกับจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกรมวิสามัญศึกษาตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2505 ต่อมากลางปี พ.ศ. 2515 จำเลยที่ 1 ได้รับคัดเลือกให้ไปศึกษาต่อ ณมหาวิทยาลัยในประเทศแคนาดามีกำหนด 1 ปี 1 เดือน 3 วัน ระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม 2515 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2516 โดยได้รับเงินเดือนจากรัฐบาลไทย จำเลยที่ 1 ทำสัญญาไว้กับกรมวิสามัญศึกษาว่า เสร็จการศึกษาแล้วจะต้องรับราชการต่อไปเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองเท่าของเวลาที่ได้รับทุน หรือที่ได้รับเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่มทั้งนี้สุดแต่เวลาใดจะมากกว่ากัน หากผิดสัญญาหรือไม่กลับมารับราชการจำเลยที่ 1 ยอมใช้คืนเงินทุนและหรือเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่มและหรือเงินอื่นใดทั้งสิ้นซึ่งได้รับจากทางราชการในระหว่างเวลาที่ได้รับอนุมัติให้ไปศึกษาต่อ นอกจากนี้ยังยอมจ่ายเงินเป็นเบี้ยปรับจำนวนหนึ่งเท่าของเงินที่ต้องชดใช้คืน โดยจำเลยที่ 1รับจะชำระหนี้ให้ทั้งหมดภายใน 30 วัน ถัดจากวันรับแจ้งให้ชำระกับยอมให้หักเอาบำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นใดที่จะพึงได้รับจากทางราชการได้ด้วย หากไม่ชำระเงินภายในกำหนด หรือชำระไม่ครบยอมให้คิดดอกเบี้ยจากเงินที่ยังมิได้ชำระในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เพื่อเป็นประกันหนี้ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันไว้ต่อกรมวิสามัญศึกษา หลังจากจำเลยที่ 1 เดินทางไปศึกษาต่อครบกำหนดดังกล่าวข้างต้นโดยได้รับเงินเดือนระหว่างไปศึกษาต่อเป็นเงิน34,157.09 บาท จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องรับราชการชดใช้ทุนเป็นระยะเวลาสองเท่าของเวลาที่ไปศึกษาต่อเป็นเวลา 2 ปี 2 เดือน 6 วัน หรือต้องชดใช้เงินสองเท่าของเงินที่ได้รับไปเป็นเงิน 68,314.18 บาทจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่รับราชการชดใช้ทุนโดยได้ลาออกจากราชการไปในวันที่ 1 กันยายน 2516 จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้เงินให้แก่กรมวิสามัญศึกษาเป็นจำนวน 68,314.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี นับแต่วันลาออกจากราชการ อันเป็นวันผิดนัดจนถึงวันชำระเสร็จ จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันมีหน้าที่ร่วมรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวแก่กรมวิสามัญศึกษาด้วย ต่อมาหนี้ดังกล่าวโอนตกมาเป็นของโจทก์ตามกฎหมาย โจทก์บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้หนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 2 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ยอมรับผิดใช้หนี้ดังกล่าวให้โจทก์ กับได้ชดใช้หนี้บางส่วนเป็นเงิน 11,500บาท จำเลยที่ 1 ที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดใช้ต้นเงิน 68,314.18 บาทกับดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวจากต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่1 กันยายน 2516 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 102,330.89 บาท ให้โจทก์และเมื่อหักเงินที่ชดใช้บางส่วนแล้ว คงเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 ที่ 2ต้องร่วมกันใช้ให้โจทก์เป็นเงิน 159,145.07 บาท และเมื่อกลางปีพ.ศ. 2513 จำเลยที่ 1 ได้รับคัดเลือกให้ไปอบรมและดูงานการบริหารโรงเรียน ณ มหาวิทยาลัยอัลเบอร์ต้า ประเทศแคนาดา มีกำหนด 10 เดือน5 วัน โดยจำเลยที่ 1 ได้รับเงินเดือนจากรัฐบาลไทยในระหว่างลาไปฝึกอบรม จำเลยที่ 1 ทำสัญญากับกรมวิสามัญศึกษาว่า เมื่อจำเลยที่ 1เสร็จการฝึกอบรมจะต้องรับราชการต่อเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามเท่าของเวลาที่ได้รับทุนหรือที่ได้รับเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่ม ทั้งนี้สุดแต่เวลาใดจะมากกว่ากัน หากผิดสัญญาหรือไม่กลับมารับราชการไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ก็ดี จำเลยที่ 1 ยอมชดใช้คืนทุนซึ่งได้รับจากรัฐบาลแคนาดาทั้งหมด และเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่มตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่น ๆซึ่งได้รับจากทางราชการในระหว่างเวลาที่ได้รับอนุญาตให้ไปฝึกอบรมและดูงาน นอกจากนี้ยังยอมจ่ายเงินเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินที่จะต้องชดใช้คืน โดยจำเลยที่ 1 รับจะชำระภายใน 30 วัน ถัดจากวันได้รับแจ้งให้ชำระ กับยอมให้หักเอาเงินบำเหน็จบำนาญและเงินอื่นใดที่จะพึงได้รับจากราชการได้ และเพื่อประกันหนี้ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้ต่อกรมวิสามัญศึกษา หลังจากจำเลยที่ 1 เดินทางไปฝึกอบรมและดูงานตามกำหนดดังกล่าว โดยได้รับเงินเดือนระหว่างไปฝึกอบรมรวม 22,945.15 บาท และได้รับเงินทุนการศึกษาที่รัฐบาลแคนาดามอบให้รัฐบาลไทย ซึ่งกรมวิสามัญศึกษาได้รับเงินทุนดังกล่าวมาดำเนินการเพื่อประโยชน์ของกรมวิสามัญศึกษาคิดเป็นเงินไทย 123,411 บาท รวมเป็นเงิน 146,356.15 บาท จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ตามสัญญาต้องรับราชการชดใช้ทุนเป็นระยะเวลาสามเท่าของเวลาที่ไปทำการฝึกอบรมและดูงาน เป็นเวลา 30 เดือน 15 วัน หรือ 915 วันหรือชดใช้เงินสามเท่าของเงินที่ได้รับไประหว่างฝึกอบรมและดูงานเป็นจำนวน 439,068.45 บาท จำเลยที่ 1 ผิดสัญญารับราชการชดใช้ทุนไม่ครบถ้วนโดยรับราชการชดใช้ทุนเพียง 325 วัน ก็ลาออกจากราชการไปใ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1331/2534 · ทนอย Thanoy