ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2553

ฎีกาที่ 1332/2553

หลักกฎหมาย

การที่จำเลยด่าแม่โจทก์ร่วมตอบโต้ไป ก่อนเข้าฟันโจทก์ร่วม เท่ากับว่าจำเลยได้ถลำเข้าไปทะเลาะวิวาทกับโจทก์ร่วมด้วยแล้ว เมื่อต่างคนต่างก็ทะเลาะด่าว่าซึ่งกันและกันเช่นนี้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะเพราะถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมตาม ป.อ. มาตรา 72 และไม่อาจอ้างว่าเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะเพื่อให้ศาลลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ สำหรับความผิดที่ได้กระทำนั้นได้ การจำเลยใช้มีดอีโต้ซึ่งเป็นมีดทำครัวขนาดใหญ่เลือกฟันอย่างแรงที่ศีรษะลำคอและกลางหลัง ซึ่งล้วนเป็นอวัยวะสำคัญจนเป็นแผลฉกรรจ์ หากรักษาไม่ทันอาจถึงแก่ความตายได้ จำเลยย่อมจะเล็งเห็นผลได้ว่าการกระทำของจำเลยอาจทำให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายถึงแก่ความตายได้ พฤติการณ์ชี้ชัดว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมแล้ว แม้เมื่อโจทก์ร่วมล้มลงหมดสติไปจำเลยจะไม่ได้ฟันโจทก์ร่วมซ้ำอีกก็ตาม

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่รับว่าทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจริง แต่มิได้มีเจตนาฆ่า กระทำความผิดโดยบันดาลโทสะและความมึนเมา ระหว่างพิจารณา นางกัณยาณี ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 10 ปี คำให้การและคำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้มีดอีโต้ฟันนางกัณยาณี โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัสบาดแผลตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยใช้มีดอีโต้ฟันโจทก์ร่วม โดยมีเจตนาฆ่าหรือเจตนาทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วม เห็นว่า โจทก์ร่วมเบิกความยืนยันว่า โจทก์ร่วมเดินออกจากห้องครัวเห็นจำเลยเดินเข้ามาในบ้าน จึงถามหานายไพโรจน์ สามี จำเลยด่าแม่และเงื้อมือใช้สิ่งของฟาดลงมาที่ศีรษะอย่างแรง โจทก์ร่วมยกแขนซ้ายขึ้นรับ และรู้สึกเจ็บ จึงหันหลังเพื่อจะวิ่งหนี แต่ล้มลงและหมดสติไป ทั้งยังได้เบิกความยืนยันอีกว่าจำเลยฟันโจทก์ร่วมหลายครั้ง แต่จำไม่ได้กี่ครั้ง ครั้งแรกจำเลยกะฟันที่ศีรษะของโจทก์ร่วม เมื่อพิจารณาผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์แล้ว ปรากฏว่าโจทก์ร่วมมีบาดแผลฉีกขาดขอบเรียบบริเวณแขนซ้ายยาวประมาณ 5 เซนติเมตร ลึกถึงกล้ามเนื้อ มีกล้ามเนื้อบางส่วนฉีกขาด บาดแผลฉีกขาดขอบเรียบที่หลังศีรษะยาวประมาณ 10 เซนติเมตร มีเศษกระดูกกะโหลกศีรษะบางส่วนหลุดออกมาติดกับแผล บาดแผลฉีกขาดขอบเรียบบริเวณใต้ใบหูซ้ายยาวประมาณ 7 เซนติเมตร ลึกถึงกระดูกกะโหลกศีรษะ บาดแผลฉีกขาดขอบเรียบบริเวณกลางหลังยาวประมาณ 4 เซนติเมตร บาดแผลดังกล่าวเป็นบาดแผลที่ลึกและอยู่ห่างกันบ่งชี้ว่าเป็นแผลที่เกิดจากการฟันหลายครั้งตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมจริง นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของนายแพทย์สรายุทธ อีกว่าบาดแผลฉีกขาดที่หลังศีรษะเกิดจากการฟันอย่างแรง เป็นบาดแผลสำคัญ หากรักษาไม่ทันถึงแก่ความตายได้ บาดแผลที่แขนซ้ายลึกถึงกล้ามเนื้อ ซึ่งมีเส้นเลือดอยู่มาก หากรักษาไม่ทันอาจทำให้เสียเลือดมากและถึงแก่ความตายได้เช่นเดียวกัน โดยปกติศีรษะลำคอและไขสันหลังเป็นอวัยวะสำคัญ หากถูกทำร้ายได้รับบาดแผลร้ายแรงอาจถึงแก่ความตายได้ โจทก์ร่วมมีบาดแผลฉกรรจ์ จึงต้องส่งตัวโจทก์ร่วมไปรักษาที่โรงพยาบาลมหาราชจังหวัดนครศรีธรรมราช ข้อเท็จจริงยังฟังได้อีกว่า จำเลยใช้มีดอีโต้ ซึ่งเป็นมีดทำครัวขนาดใหญ่ มีน้ำหนักมากและคม เมื่อโจทก์ร่วมหันหลังจะวิ่งหนี จำเลยได้ฟันซ้ำอย่างแรงที่บริเวณหลังศีรษะ ลำคอใต้ใบหู และกลางหลังอีก รวม 3 ครั้ง การที่จำเลยใช้มีดอีโต้ซึ่งเป็นมีดทำครัวขนาดใหญ่เลือกฟันอย่างแรงที่ศีรษะลำคอและกลางหลัง ซึ่งล้วนเป็นอวัยวะสำคัญ จนเป็นแผลฉกรรจ์ หากรักษาไม่ทันอาจถึงแก่ความตายได้ จำเลยย่อมจะเล็งเห็นผลได้ว่าการกระทำของจำเลยอาจทำให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายถึงแก่ความตายได้ พฤติการณ์ชี้ชัดว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมแล้ว แม้เมื่อโจทก์ร่วมล้มลงหมดสติไปจำเลยจะไม่ได้ฟันโจทก์ร่วมซ้ำอีกก็ตาม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมทะเลาะกับนายไพโรจน์ ผู้เป็นสามีในบ้านที่โจทก์ร่วมและสามีอาศัยอยู่ด้วยกัน ซึ่งได้ความจากคำเบิกความของนายอภิเชษฐ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่า ทั้งสองคนทะเลาะกันเป็นประจำ การทะเลาะด่าทอกันระหว่างโจทก์ร่วมและนายไพโรจน์จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาของสามีภรรยาที่ทะเลาะกันเป็นประจำ แม้จะฟังได้ว่าโจทก์ร่วมได้ด่านายไพโรจน์ลามปามไปถึงบิดามารดาและโคตรตระกูลของนายไพโรจน์ด้วย และจำเลยก็เป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันของนายไพโรจน์จึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรงสำหรับนายไพโรจน์และจำเลย แต่โจทก์ร่วมด่าว่านายไพโรจน์ ไม่ได้ด่าว่าจำเลยโดยตรง ทั้งโจทก์ร่วมก็ไม่ทราบว่าจำเลยนั่งอยู่ที่ร้านอาหารใกล้ ๆ บ้านเกิดเหตุ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมมีเจตนาด่าว่าให้ไปถึงจำเลยด้วย การที่จำเลยโกรธเมื่อได้ยินโจทก์ร่วมด่าว่าบิดามารดาและโคตรตระกูลตั้งแต่อยู่ที่ร้านอาหารแล้วก่อนเข้าไปฟันโจทก์ร่วมในบ้านเกิดเหตุตามที่อ้างมาในฎีกานั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมไม่ได้มีเจตนาด่าว่าหรือข่มเหงต่อจำเลย จึงไม่ถือว่าจำเลยกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะเพราะถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อจำเลยเข้าไปในบ้าน โจทก์ร่วมชี้หน้าด่าจำเลยว่า จำเลยเลวพอ ๆ กับนายไพโรจน์และเลวทั้งโคตรทั้งตระกูล จำเลยรู้สึกโกร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง