ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544

ฎีกาที่ 1333/2544

หลักกฎหมาย

สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านซึ่งศาลได้พิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้วที่ระบุ ให้แบ่งที่พิพาทออกเป็นสองส่วน โดยให้แปลงด้านทิศเหนือตกเป็นของผู้ร้องและท. ส่วนแปลงด้านทิศใต้ให้ตกเป็นของผู้คัดค้าน ย่อมผูกพันผู้ร้องและผู้คัดค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 145 วรรคหนึ่ง โดยผู้คัดค้านมีหน้าที่ต้องขอรังวัดแบ่งแยกและจดทะเบียนลงชื่อผู้ร้องและ ท. เป็นผู้ร่วมถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงด้านทิศเหนือและผู้ร้องมีหน้าที่ต้องยินยอมให้ ท. ลงชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมดังกล่าวด้วยแต่จะอ้างผลเพื่อให้ ท. ยอมรับการเป็นเจ้าของรวมกับผู้ร้องและยินยอมให้ลงชื่อ ท.ในที่ดินไม่ได้เพราะท. เป็นบุคคลภายนอกที่จะได้รับผลประโยชน์มิได้เป็นคู่ความ จึงไม่ผูกพันท.ให้ต้องปฏิบัติตามและเป็นสิทธิของท. ที่จะรับหรือไม่รับที่ดินก็ได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงแบ่งที่พิพาท โฉนดเลขที่ 1084 ของนางต่อม เผือกฟัก และสิบโทอยู่ เผือกฟักออกเป็นสองส่วน ส่วนด้านทิศเหนือเนื้อที่ 26 ไร่ ให้แก่ผู้ร้องทั้งสองและนางทองเปลว ดีพร้อม ส่วนด้านทิศใต้เนื้อที่ 25 ไร่3 งาน 96 ตารางวา ให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสอง และบ้านเลขที่ 17หมู่ที่ 1 ในที่พิพาทให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง ผู้คัดค้านทั้งสองและในฐานะผู้จัดการมรดกของนางต่อม เผือกฟักและสิบโทอยู่เผือกฟัก จะดำเนินการขอรังวัดแบ่งแยกที่พิพาทและจดทะเบียนใส่ชื่อผู้ร้องทั้งสองและนางทองเปลวในโฉนดที่ดินภายใน 7 วันนับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุด และนางทองเปลวได้ตกลงรับส่วนแบ่งดังกล่าวในขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นแล้วแต่ผู้คัดค้านทั้งสองดำเนินการจดทะเบียนโอนล่าช้า ผู้ร้องทั้งสองจึงขออายัดที่พิพาทและฟ้องให้เพิกถอนผู้คัดค้านที่ 2ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2537เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาคลองหลวงมีหนังสือถึงศาลชั้นต้นว่าผู้ร้องที่ 2 และผู้คัดค้านที่ 2 ไปที่สำนักงานที่ดินเพื่อดำเนินการตามคำพิพากษาตามยอม แต่ฝ่ายผู้ร้องที่ 2 กับพวกไม่ยินยอมให้ลงชื่อนางทองเปลวเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์รวมกับผู้ร้องทั้งสอง จึงขอทราบวิธีปฏิบัติ ซึ่งศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาคลองหลวงปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยจดทะเบียนนิติกรรมตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมไปแล้ว ต่อมาวันที่ 29มีนาคม 2537 ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องว่านางทองเปลวเป็นบุคคลภายนอกคดี เพื่อความชัดเจนในการบังคับคดี ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า สัญญาประนีประนอมยอมความและรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 9 เมษายน 2534 ในคดีนี้ไม่มีผลผูกพันนางทองเปลว และศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องว่า คำพิพากษาผูกพันคู่ความในคดีให้ต้องปฏิบัติตาม แต่ไม่ผูกพันบุคคลภายนอกแม้จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากคำพิพากษา คำพิพากษาคดีนี้จึงไม่ผูกพันนางทองเปลว ดีพร้อม วันที่ 17 กันยายน 2539ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหนังสือรับรองว่าคำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว เพื่อผู้ร้องทั้งสองจะนำไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาคลองหลวง ในการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลในชั้นบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นตามคำร้องฉบับลงวันที่ 29 มีนาคม 2537เป็นเพียงคำสั่งตามคำร้อง มิใช่คำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีจึงไม่อนุญาตให้ออกหนังสือตามคำร้องฉบับนี้ ยกคำร้อง วันที่ 26พฤศจิกายน 2540 และ 29 ธันวาคม 2540 ผู้ร้องที่ 2 ได้ยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นในทำนองเดียวกันอีกซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลเคยมีคำสั่งในเรื่องนี้แล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง ยกคำแถลง วันที่ 30 ธันวาคม 2540 ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นออกหนังสือรับรองข้อเท็จจริงว่า คำสั่งคำร้องของศาลชั้นต้นลงวันที่ 29 มีนาคม 2537 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นเพียงคำสั่งตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะออกหนังสือรับรอง ให้ยกคำแถลง ผู้ร้องที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ผู้ร้องทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปรากฏตามคำแถลงฉบับลงวันที่ 30ธันวาคม 2540 ว่า ผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้ยื่นคำแถลงดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว ผู้ร้องที่ 1 มิได้ร่วมยื่นด้วย และผู้ร้องที่ 2 เท่านั้นเป็นผู้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ผู้ร้องที่ 1 จึงมิใช่คู่ความตามคำแถลงไม่มีสิทธิร่วมฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฎีกาในส่วนของผู้ร้องที่ 1 จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยส่วนปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องที่ 2 ว่า สมควรออกหนังสือรับรองให้ผู้ร้องที่ 2 ตามคำแถลงดังกล่าวหรือไม่นั้น เห็นว่าสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างผู้ร้องทั้งสองกับผู้คัดค้านทั้งสอง ซึ่งศาลได้พิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้วระบุ "ให้แบ่งที่พิพาทโฉนดเลขที่ 1084 ตำบลบางหวายใต้ อำเภอคลองหลวงจังหวัดปทุมธานี ออกเป็นสองส่วนตามความยาวของที่ดินโดยให้แปลงด้านทิศเหนือมีเนื้อที่ 26 ไร่ ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสองและนางทองเปลว ดีพร้อม ส่วนแปลงด้านทิศใต้มีเนื้อที่ 25 ไร่ 3 งาน 96 ตารางวา ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้านทั้งสอง..." สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวจึงผูกพันผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านทั้งสองอันเป็นคู่ความในคดีให้ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โดยผู้คัดค้านทั้งสองมีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งแยกที่พิพาทออกเป็นสองส่วนและให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนลงชื่อผู้ร้อง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1333/2544 · ทนอย Thanoy