ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2564

ฎีกาที่ 1333/2564

หลักกฎหมาย

โจทก์และโจทก์ร่วมบรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2558 จำเลยทั้งสามร่วมกันนำรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สินซึ่งเป็นเอกสารปลอมไปใช้แสดงต่อโจทก์ร่วมว่า ที่ดินพิพาทมีราคาประเมิน 7,530,000 บาท ทำให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อ จึงได้ตกลงกับจำเลยทั้งสามและซื้อที่ดินแปลงนี้จากเจ้าของที่ดิน แต่เมื่อข้อเท็จจริงจากทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 1 เพิ่งส่งรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ซึ่งเป็นเอกสารปลอมให้แก่โจทก์ร่วมเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2558 หลังจากที่มีการจดทะเบียนซื้อขายแล้ว บ่งชี้ชัดว่า เหตุที่โจทก์ร่วมตัดสินใจซื้อที่ดินในวันที่ 20 มีนาคม 2558 ในราคา 3,840,000 บาท หามีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สินดังกล่าวไม่ และการที่โจทก์ร่วมให้จำเลยที่ 1 ส่งรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สินให้แก่โจทก์ร่วม ซึ่งรายงานดังกล่าวลงวันที่ 11 มิถุนายน 2558 อันเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่โจทก์ร่วมทราบความจริงว่าซื้อที่ดินผิดแปลงแล้ว ทำให้เชื่อว่าโจทก์ร่วมเร่งรัดจำเลยที่ 1 ให้ส่งรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สินของที่ดินที่ซื้อผิดแปลงมาให้แก่โจทก์ร่วม ด้วยประสงค์จะทราบมูลค่าที่ดินแปลงที่ซื้อผิดมานี้เพื่อประเมินความเสียหายอันเกิดขึ้นจากความผิดพลาดในการซื้อที่ดินเป็นข้อสาระสำคัญ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สินปลอมที่นำมาใช้อ้างต่อโจทก์ร่วมอันพิจารณาได้ความเช่นนี้ จึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์และโจทก์ร่วมบรรยายในฟ้อง ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่เกิดการกระทำความผิดและวัตถุประสงค์ของการใช้รายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สินปลอม ซึ่งข้อแตกต่างดังกล่าวถือได้ว่าเป็นข้อสาระสำคัญเนื่องจากเป็นการกระทำความผิดคนละวันเวลาและมีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดไม่เหมือนกันอันอาจเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ได้ กรณีจึงต้องยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมในความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 268, 341 และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 1,840,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษของจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3200/2558 ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณานายธวัชชัย ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โจทก์ร่วมยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 2,530,833.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามให้การในคดีส่วนแพ่งทำนองเดียวกันขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83, 264 (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83) จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 5 ปี จำเลยที่ 2 จำคุก 3 ปี นับโทษของจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3200/2558 ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 1,840,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกคำร้องขอในคดีส่วนแพ่งของโจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า คดีนี้เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวและยังไม่ถึงที่สุด เมื่อโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) จึงให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เสียจากสารบบความ และย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินแก่ผู้เสียหายตกไปด้วย ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว มิได้เป็นอันระงับไปเพราะเหตุที่โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ด้วย จึงให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (เดิม), 83 และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 เสียด้วย จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ออกเสียจากสารบบความ ยกคำขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 1,840,000 บาท แก่ผู้เสียหาย (โจทก์ร่วม) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสาร ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมสำหรับจำเลยที่ 2 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ และสำหรับจำเลยที่ 1 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา คดีจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามลำดับ นอกจากนั้น ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงสำหรับจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเนื่องจากโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมในประการแรกว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยในส่วนของความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมสำหรับจำเลยที่ 3 เสียก่อน ในข้อนี้ โจทก์และโจทก์ร่วมบรรยายฟ้องในข้อ 1 (ข) สรุปสาระสำคัญได้ว่า เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2558 จำเลยทั้งสามร่วมกันนำรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ซึ่งเป็นเอกสารปลอมไปใช้แสดงต่อโจทก์ร่วมว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 24932 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 53 ตารางวา มีราคาประเมิน 7,530,000 บาท ทำให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อ จึงได้ตกลงกับจำเลยทั้งสามและซื้อที่ดินแปลงนี้จากเจ้าของที่ดิน ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม และบริษัท อ. ซึ่งถูกแอบอ้างว่าเป็นผู้จัดทำเอกสารรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สินดังกล่าว ดังนี้ จากคำฟ้องดังกล่าวแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ในวันที่ 20 มีนาคม 2558 ซึ่งโจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบว่าโจทก์ร่วมมอบอำนาจให้นายเฉลิมชัยไปจดทะเบียนรับซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากเจ้าของที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาคลองหลวง ในราคา 3,840,000 บาท สืบเนื่องจากโจทก์ร่วมเชื่อรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ซึ่งเป็นเอกสารปลอมที่จำเลยที่ 1 และที่ 3
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง