ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2561

ฎีกาที่ 1335/2561

หลักกฎหมาย

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยมีเจตนาทำสัญญากู้ยืมเงินกันมาตั้งแต่ต้น มิได้มีเจตนาที่จะทำสัญญาขายที่ดินกันจริง สัญญาขายที่ดินตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินที่จำเลยกู้ยืมไปจากโจทก์ โดยให้ที่ดินแก่โจทก์ยึดถือไว้เป็นหลักประกัน และย่อมถือได้ว่าสัญญาขายที่ดินเป็นนิติกรรมสัญญากู้ยืมเงินที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างโจทก์กับจำเลยและถูกอำพรางไว้ ต้องบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพราง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง เมื่อสัญญาขายที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะจึงต้องเพิกถอนสัญญาดังกล่าว เป็นผลให้ที่ดินยังเป็นของจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องขับไล่จำเลย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยออกจากบ้านเลขที่ 45/3 หมู่ที่ 4 และที่ดินโฉนดเลขที่ 66155 และ 97610 ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน และชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันที่ 27 กันยายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกจากบ้านและที่ดินพิพาท คำนวณถึงวันฟ้องคิดเป็นค่าเสียหาย 50,000 บาท จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านเลขที่ 45/3 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน และที่ดินโฉนดเลขที่ 66155 และ 97610 ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 18,500 บาท แก่โจทก์พร้อมค่าเสียหายอีกเดือนละ 7,500 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 ธันวาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไป กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีอีก 8,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแปลงแรกโฉนดเลขที่ 66155 ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 45/3 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน โดยซื้อจากนางสาวสิริทัศน์ ผู้จัดการมรดกของนางสาวอรพันธ์ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2552 และแปลงที่ 2 โฉนดเลขที่ 97610 ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน โดยซื้อจากจำเลย เดิมที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สัญญาขายที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิฟ้องขับจำเลยออกจากบ้านและที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาว่าคู่สัญญาได้แสดงเจตนาลวงทำนิติกรรมขึ้นเพื่อเป็นการอำพรางนิติกรรมอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสองหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีและนิติกรรมที่คู่สัญญาทำขึ้นโดยเปิดเผยเพื่อแสดงต่อบุคคลทั่วไปเป็นสำคัญ โดยหาจำต้องพิจารณาว่าคู่สัญญามีการทำนิติกรรมที่แสดงเจตนาที่แท้จริงไว้ต่อกันอีกฉบับหนึ่งไม่ เพราะหากมีการทำนิติกรรมที่แสดงเจตนาที่แท้จริงไว้แล้ว ก็จะไม่มีปัญหาให้พิจารณาเรื่องนิติกรรมอำพราง เพราะคู่สัญญาสามารถนำนิติกรรมที่ทำไว้ต่างหากและเป็นการแสดงเจตนาที่แท้จริงมาฟ้องร้องบังคับคดีกันได้โดยตรง ดังนั้น คดีจึงต้องพิจารณาว่า สัญญาขายที่ดินที่โจทก์จำเลยทำกันนั้นแท้จริงแล้วมีเจตนาจะทำนิติกรรมใดไว้ต่อกัน โจทก์เบิกความว่า วันที่ 13 สิงหาคม 2552 จำเลยขายที่ดินพิพาทแปลงแรกโฉนดเลขที่ 66155 ราคา 1,000,000 บาท และโจทก์ให้จำเลยซื้อคืนราคา 1,270,000 บาท ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 แต่สัญญาจะซื้อขายฉบับดังกล่าวสูญหาย ต่อมาเดือนกันยายน 2552 จำเลยต้องการใช้เงิน 100,000 บาท และบอกว่าโจทก์ซื้อบ้านและที่ดินพิพาทแปลงแรกในราคาถูกมากและจำเลยจะซื้อคืนในราคาที่สูงขึ้น โจทก์ให้เงินจำเลย 100,000 บาท และวันที่ 1 ตุลาคม 2552 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาท โดยให้จำเลยซื้อคืนจากเดิมราคา 1,270,000 บาท เป็นราคา 1,400,000 บาท ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยขายที่ดินพิพาทแปลงที่ 2 โฉนดเลขที่ 97610 ราคา 900,000 บาท และทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทรวม 2 แปลง ราคา 2,420,000 บาท จำเลยมีสิทธิซื้อคืนภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 และยกเลิกสัญญาจะซื้อขายวันที่ 1 ตุลาคม 2552 ส่วนจำเลยนำสืบได้ความว่า เมื่อปี 2550 จำเลยไม่มีเงินชำระหนี้ให้นางสาวอรพันธ์ นางสาวอรพันธ์จึงให้จำเลยทำนิติกรรมอำพรางขายที่ดินพิพาทแปลงแรกให้นางสาวอรพันธ์ จากนั้นนางสาวอรพันธ์นำที่ดินพิพาทเป็นประกันการกู้ยืมเงินธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โดยจำเลยเป็นผู้ชำระ จำเลยผ่อนชำระได้ 19 งวด นางสาวอรพันธ์ถึงแก่ความตายวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 ต่อมาจำเลยฟ้องนางสาวสิริทัศน์ผู้จัดการมรดกนางสาวอรพันธ์เพื่อเอาที่ดินพิพาทคืนต่อศาลชั้นต้น คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2493/2551 นางสาวสิริทัศน์โอนที่ดินพิพาทคืนแต่จำเลยต้องจ่ายเงิน 600,000 บาท เป็นค่าตอบแทน จำเลยจึงกู้ยืมเงินโจทก์ 1,000,000 บาท จากการแนะนำของนางสาวแอนซึ่งเป็นนายหน้า โจทก์บอกจำเลยว่า การกู้ยืมเงินจะไม่มีการทำสัญญากู้ยืมเงิน แต่จะทำสัญญาจะซื้อขายคืนให้จำเลยและคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.5 ต่อเดือน ต่อมาวันที่ 13 สิงหาคม 2552 โจทก์จ่ายเงิน 600,000 บาท เป็นแคชเชียร์เช็คให้นางสาวสิริทัศน์ และจ่ายเงินสด 400,000 บาท ให้นางสาวแอน และค่าใช้จ่ายการโอนชื่อจากนางสาวนฤมลหรือนางสาวสิริทัศน์ ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวอรพันธ์เป็นชื่อโจทก์โดยตรง โดยไม่ต้องโอนกลับมาเป็นชื่อจำเลยซึ่งจะทำให้เสียค่าธรรมเน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1335/2561 · ทนอย Thanoy