ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2560

ฎีกาที่ 1340/2560

หลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องแยกการกระทำความผิดฐานให้ที่พักพิงแก่คนต่างด้าวตามฟ้องข้อ 1.4 และ 1.7 เป็นความผิดต่างกรรมกับกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามฟ้องข้อ 1.6 และ 1.9 และชั้นพิจารณาจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องข้อ 1.4 ส่วนข้อ 1.7 ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ประกอบกับการกระทำความผิดฐานให้ที่พักพิงแก่คนต่างด้าวย่อมเป็นความผิดสำเร็จนับตั้งแต่ผู้กระทำผิดให้ที่พักพิงแก่คนต่างด้าว ซึ่งสามารถแยกเจตนาและการกระทำออกจากความผิดฐานค้ามนุษย์ได้ ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงมิใช่การกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลจึงชอบที่จะลงโทษในความผิดตามฟ้องข้อ 1.4 และ 1.7 เป็นคนละกรรมกับความผิดฐานค้ามนุษย์ได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ ข้อ 1.1 เมื่อประมาณปี 2536 ถึงปี 2544 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยรู้อยู่แล้วว่านายศรพงษ์หรือกะลา ไม่มีชื่อสกุล หรือนายสรพงษ์ กับพวกเป็นคนต่างด้าว สัญชาติเมียนมา มีภูมิลำเนาอยู่ที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง อันถูกต้อง และไม่ได้ผ่านเข้าทางด่านตรวจคนเข้าเมือง อีกทั้งไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมาย ได้ให้ที่พักพิง ซ่อนเร้น ช่วยด้วยประการใด ๆ โดยไปรับคนต่างด้าวดังกล่าวมาจากอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และให้พักอาศัยอยู่ที่บ้านพักในไร่ของจำเลย เพื่อให้คนต่างด้าวดังกล่าวพ้นจากการจับกุม ข้อ 1.2 เมื่อประมาณปี 2544 ถึงปี 2545 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยรู้อยู่แล้วว่านางผ่อนหรือพรหรือมะเตียมปู ไม่มีชื่อสกุล กับพวกเป็นคนต่างด้าว สัญชาติเมียนมา มีภูมิลำเนาที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางอันถูกต้อง และไม่ได้ผ่านเข้าทางด่านตรวจคนเข้าเมืองอีกทั้งไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมาย ได้ให้ที่พักพิง ซ่อนเร้น ช่วยด้วยประการใด ๆ โดยไปรับคนต่างด้าวดังกล่าวมาจากอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และให้พักอาศัยอยู่ที่บ้านพักในไร่ของจำเลย เพื่อให้คนต่างด้าวดังกล่าวพ้นจากการจับกุม ข้อ 1.3 เมื่อประมาณปี 2545 ถึงปี 2552 เวลากลางวันต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยรับนางผ่อนซึ่งไม่มีใบอนุญาตทำงาน เข้าทำงานเป็นแม่บ้านที่คลินิกรักษาผู้ป่วยของจำเลย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ข้อ 1.4 เมื่อประมาณปี 2547 จำเลยรู้อยู่แล้วว่านายศรพงษ์ นายโย่งหรือซอแงแล ไม่มีชื่อสกุล กับพวกเป็นคนต่างด้าว สัญชาติเมียนมา มีภูมิลำเนาอยู่ที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางอันถูกต้อง และไม่ได้ผ่านเข้าทางด่านตรวจคนเข้าเมือง อีกทั้งไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมาย ได้ให้ที่พักพิง ซ่อนเร้น ช่วยด้วยประการใด ๆ โดยไปรับคนต่างด้าวดังกล่าวมาจากอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และให้พักอาศัยอยู่ที่บ้านพักในไร่ของจำเลย เพื่อให้คนต่างด้าวดังกล่าวพ้นจากการจับกุม ข้อ 1.5 ต่อมาเมื่อประมาณปี 2547 ถึงประมาณปลายปี 2551 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยรับคนต่างด้าวดังกล่าวเข้าทำงานเป็นกรรมกรในไร่ของจำเลย โดยรู้อยู่แล้วว่าไม่มีใบอนุญาตทำงาน อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ข้อ 1.6 เมื่อประมาณปี 2553 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 22 กันยายน 2555 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ได้ข่มขู่ใช้กำลังบังคับ ขู่เข็ญโดยใช้กำลังประทุษร้าย หน่วงเหนี่ยว กักขัง นายศรพงษ์ ผู้เสียหายที่ 1 และนางผ่อน ผู้เสียหายที่ 2 ด้วยการบังคับใช้แรงงาน ข่มขืนใจให้ทำงาน โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพของผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 เด็กหญิงมะเหมี่ยว ไม่มีชื่อสกุล และเด็กชายมะขาม ไม่มีชื่อสกุล บุตรของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย พาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 จากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์แล้วบังคับให้ทำงานเป็นกรรมกรภายในไร่ของจำเลยโดยไม่ได้รับค่าจ้าง จนผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ต้องอยู่ในภาวะกลัวและจำยอม ทั้งนี้เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการบังคับใช้แรงงานดังกล่าว อันเป็นการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ข้อ 1.7 เมื่อประมาณวันที่ 6 หรือ 7 เมษายน 2554 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยรู้อยู่แล้วว่านายตาแง ไม่มีชื่อสกุลกับพวก เป็นคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมามีภูมิลำเนาอยู่ที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางอันถูกต้อง และไม่ได้ผ่านเข้าทางด่านตรวจคนเข้าเมือง อีกทั้งไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมาย ได้ให้ที่พักพิง ซ่อนเร้น ช่วยด้วยประการใด ๆ โดยไปรับคนต่างด้าวดังกล่าวมาจากอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และให้พักอาศัยอยู่ที่บ้านพักในไร่ของจำเลย เพื่อให้คนต่างด้าวดังกล่าวพ้นจากการจับกุม ข้อ 1.8 หลังจากนั้น จำเลยรับคนต่างด้าวดังกล่าวเข้าทำงานเป็นกรรมกรในไร่ของจำเลย โดยรู้อยู่แล้วว่าไม่มีใบอนุญาตทำงาน อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ข้อ 1.9 เมื่อประมาณกลางปี 2555 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 22 กันยายน 2555 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ได้ข่มขู่ใช้กำลังบังคับ ขู่เข็ญโดยใช้กำลังประทุษร้าย หน่วงเหนี่ยว กักขัง นายตาแง ผู้เสียหายที่ 3 ด้วยการบังคับใช้แรงงานข่มขืนใจให้ทำงาน โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพของผู้เสียหายที่ 3 โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประท
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1340/2560 · ทนอย Thanoy