ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542

ฎีกาที่ 1348/2542

หลักกฎหมาย

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3) มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือสิทธิครอบครองต่อมาจำเลยที่ 2 นำที่ดินพิพาทไปยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินที่สำนักงานที่ดิน โดยอ้างว่าซื้อมาจากจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2515 ตามหนังสือสัญญาขายฝาก การที่โจทก์ยื่นคำคัดค้านอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ก่อนแล้วตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2515 ตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายก่อนที่จำเลยที่ 1 จะทำหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ก็ตาม แต่เมื่อไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1ได้สละและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ดังนี้ ฐานะของโจทก์ย่อมมีเพียงขอให้เพิกถอนสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ที่ทำให้โจทก์ต้องเสียเปรียบเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2ได้เสียค่าตอบแทนชำระเงินค่าที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1และโดยจำเลยที่ 2 ไม่รู้หรือควรได้รู้ว่าโจทก์ได้ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนขายฝากรับโอนที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 โดยเสียค่าตอบแทนและกระทำการโดยสุจริตแล้ว โจทก์ก็ไม่อาจที่จะเพิกถอนนิติกรรมขายฝากระหว่างจำเลยทั้งสองได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณต้นปี 2515 โจทก์ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม 4 หน้า 83สารบบเลขที่ 413/146 หมู่ที่ 4 ตำบลขามทะเลสอ อำเภอขามทะเลสอจังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 3 ไร่ 5 ตารางวา จากจำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 1 ส่งมอบการครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวให้โจทก์เข้าครอบครองเป็นเจ้าของตลอดมาเป็นเวลา 20 ปีเศษแล้วแต่จำเลยที่ 1 กลับนำที่ดินแปลงดังกล่าวไปขายฝากให้จำเลยที่ 2กำหนดเวลา 1 ปี โดยสมรู้ร่วมคิดกันโกงโจทก์ โจทก์ทราบเรื่องที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินเมื่อปี 2534 โจทก์จึงยื่นคำคัดค้านไว้ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้เพิกถอนการขายฝากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เล่ม 4 หน้า 83 สารบบเลขที่ 413/146 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 รับจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและได้เงินค่าตอบแทนจำเลยทั้งสองมิได้สมรู้ร่วมกันโกงโจทก์ ขณะทำสัญญาขายฝากจำเลยที่ 2 ทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นสิทธิของจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีหนังสือสำคัญเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 413/146 ตำบลขามทะเลสอ อำเภอขามทะเลสอ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งทางราชการออกให้มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือสิทธิครอบครอง เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2514 ตามเอกสารหมาย จ.6 ต่อมาปี 2535 จำเลยที่ 2 นำที่ดินพิพาทไปยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา โดยอ้างว่าได้มาจากการซื้อขายจากจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2515 ตามหนังสือขายฝากเอกสารหมาย ล.2 แต่โจทก์ยื่นคำคัดค้านอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามคำขอคัดค้านการออกโฉนดที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.5 โดยนำสืบว่า จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินพิพาทให้โจทก์แล้วตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2515 ตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยชั้นนี้ว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า เอกสารหมาย จ.1 เป็นเอกสารที่ทำขึ้นก่อนเอกสารหมาย ล.2แม้จะรับฟังได้ว่ามีการทำสัญญาขายฝากกันจริงจำเลยที่ 1 ผู้ขายฝากไม่ใช่เจ้าของสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทที่นำไปขายฝากหนังสือสัญญาขายฝากเอกสารหมาย ล.2 จึงไม่สมบูรณ์ใช้บังคับโจทก์ไม่ได้ โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินได้นั้น เห็นว่า เอกสารหมาย จ.1เป็นเพียงหนังสือสัญญาจะซื้อขายเท่านั้น แม้จะให้รับฟังว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกันเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2515 ตามเอกสารหมาย จ.1 กันจริงและเป็นเวลาก่อนที่จำเลยที่ 1 จะทำหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2515 ตามเอกสารหมาย ล.2 ดังเช่นที่โจทก์ฎีกาก็ตามฐานะของโจทก์ก็มีเพียงขอให้เพิกถอนสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ที่ทำให้โจทก์ต้องเสียเปรียบเท่านั้น เมื่อการที่จำเลยที่ 1จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย ล.2 นั้น จำเลยที่ 2 ได้เสียค่าตอบแทนชำระเงินค่าที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 และตามทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ได้ความว่าที่จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จำเลยที่ 2 ได้รู้หรือควรจะรู้ว่าโจทก์ได้ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.1 แล้วโจทก์เองกลับเบิกความว่าไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 2 มาก่อนและโจทก์คงนำสืบแต่เพียงว่าจำเลยที่ 1 ส่งมอบและสละการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และโจทก์เป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่ในนามจำเลยที่ 1 ตลอดมาเท่านั้น ซึ่งหากโจทก์ได้ครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่วันทำสัญญาจะซื้อขายกันแล้วทั้ง ๆ ที่ขณะนั้นโจทก์ก็ดี จำเลยที่ 1 ก็ดี นายสำราญ สังข์สุขสามีโจทก์ก็ดี และนายนอ แป่มสูงเนิน บิดาโจทก์และจำเลยที่ 1 ก็ดี ต่างก็อยู่ในพื้นที่ เมื่อก่อนจะมีการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองนั้นตามคำเบิกความของนายสมพงษ์ พิทยานุรักษ์ และนายศุภชัย อินอ่อนพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ดินได้เบิกความต้องกันถึงระเบียบปฏิบัติว่าจะต้องปิดประกาศการขายฝากที่ดินพิพาทไว้ที่ที่ว่าการอำเภอที่บ้านกำนันท้องที่และในที่ดินพิพาทเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้คัดค้านภายใน 30 วัน เสียก่อน หากไม่มีผู้คัดค้านจึงจดทะเบียนขายฝากให้ได้ ซึ่งก็ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดรวมทั้งโจทก์ด้วยได้ไปคัดค้านการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1348/2542 · ทนอย Thanoy