คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2563
ฎีกาที่ 1352/2563
หลักกฎหมาย
แม้การทำปลอมสำเนาใบส่งสินค้า/สำเนาใบกำกับภาษีและสำเนาใบวางบิล ผู้กระทำมีเจตนามุ่งให้เกิดผลเป็นหนี้ค่าสินค้าแยกต่างหากจากกันรวม 6 ครั้ง แต่การขายเอกสารปลอมทั้ง 6 ฉบับดังกล่าวโดยการโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่บริษัท ค. โดยอ้างว่าโจทก์ร่วมเป็นลูกหนี้จำเลยที่ 1 กระทำในวันและเวลาเดียวกันเพียงสองวัน เจตนาของการใช้เอกสารสิทธิปลอมในการทำนิติกรรมดังกล่าวจึงแยกออกจากกันได้เป็นสองกรรม หาใช่เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว แต่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ตาม ป.อ. มาตรา 91 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้มิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ แต่ไม่อาจเรียงกระทงลงโทษจำเลยทั้งสองได้ทุกกระทงความผิด เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสองโดยโจทก์และโจทก์ร่วมมิได้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195, 212 ประกอบมาตรา 225
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 268 นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อข.697/2559 ของศาลจังหวัดมีนบุรี จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณา บริษัท พ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม), 83 จำเลยที่ 1 ปรับ 10,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 2 ปี ให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อข.697/2559 ของศาลจังหวัดมีนบุรี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม), 83 เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ซึ่งโจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้เถียงกันรับฟังยุติได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจจัดการแทน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2556 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าสินค้ากล่องกระดาษที่อ้างว่ามีสิทธิได้รับชำระจากบริษัท พ. โจทก์ร่วม ลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 อันเป็นเอกสารสิทธิให้แก่บริษัทไอเอฟเอส แคปปิตอล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และในวันที่ 3 ตุลาคม 2556 จำเลยที่ 1 มอบสำเนาใบส่งสินค้า/สำเนาใบกำกับภาษี อันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ให้แก่บริษัทไอเอฟเอส แคปปิตอล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) วันเดียวกันนั้น บริษัทไอเอฟเอส แคปปิตอล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และจำเลยที่ 1 ร่วมกันมีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องการรับชำระค่าสินค้าไปยังโจทก์ร่วม ซึ่งมีผู้รับไว้แทนโจทก์ร่วมเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2556 วันที่ 19 มกราคม 2558 บริษัทไอเอฟเอส แคปปิตอล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีหนังสือทวงถามให้โจทก์ร่วมชำระหนี้ที่มีต่อจำเลยที่ 1 ให้แก่บริษัท โดยมีผู้รับหนังสือทวงถามไว้แทนโจทก์ร่วมเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2558 วันที่ 3 เมษายน 2558 บริษัทไอเอฟเอส แคปปิตอล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ฟ้องจำเลยที่ 1 และโจทก์ร่วม กับพวกรวม 6 คน เป็นจำเลยในคดีแพ่งของศาลจังหวัดมีนบุรี คดีหมายเลขดำที่ พ.555/2558 ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกชำระหนี้ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง โจทก์ร่วมซึ่งเป็นจำเลยที่ 4 ในคดีนั้นขาดนัดยื่นคำให้การ และจำเลยทั้งหกขาดนัดพิจารณา ศาลจังหวัดมีนบุรีมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2558 ให้โจทก์ร่วมรับผิดชำระหนี้ค่ากล่องกระดาษ ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้โอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์ (บริษัทไอเอฟเอส แคปปิตอล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)) แล้ว เป็นคดีหมายเลขแดงที่ พ. 1840/2558 วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหมายแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องเงินฝากในบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ของโจทก์ร่วมจำนวน 4,925,446 บาท ส่งให้แก่โจทก์ร่วมและธนาคาร สำหรับความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ คดีจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ ผู้เชี่ยวชาญกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่สามารถลงความเห็นได้ว่าลายมือชื่อในสำเนาใบส่งสินค้า/สำเนาใบกำกับภาษี และในสำเนาใบวางบิล เป็นลายมือชื่อปลอมของนางสาวจินตนาและนางสาววัลลภาหรือไม่ก็ตาม แต่ก็ด้วยสาเหตุที่ลายมือชื่อในเอกสารปัญหาดังกล่าวไม่มีลักษณะพิเศษของการเขียนที่เด่นชัด ทั้งยังเป็นลายมือชื่อในภาพถ่ายเอกสาร กรณีจึงมิใช่เป็นเพราะมีการส่งตัวอย่างลายมือชื่อที่แท้จริงของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองปากนี้ไปเพื่อใช้ตรวจเปรียบเทียบกับเอกสารซึ่งมีข้อพิพาทไม่เพียงพอ หากโจทก์ร่วมได้ให้ความร่วมมือในการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อลูกจ้างทั้งสองคนของตนอย่างเต็มที่แล้ว ซึ่งเมื่อตรวจดูลักษณะการเขียนของลายมือชื่อนางสาวจินตนาและนางสาววัลลภาที่เคยลงลายมือชื่อไว้ในเอกสารต่าง ๆ หลายวาระ กับลายมือชื่อที่บุคคลทั้งสองเขียนขึ้นต่อหน้าพนักงานสอบสวน เปรียบเทียบกับลายมือชื่อในสำเนาใบส่งสินค้า/สำเนาใบกำกับภาษี และในสำเนาใบวางบิล ซึ่งมีข้อพิพาทแล้วมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดว่ามิใช่เป็นลายมือชื่อของบุคคลเดียวกัน ทั้งเมื่อพิเคราะห์ต่อไปว่าสำเนาใบส่งสินค้า/สำเนาใบกำกับภาษี ดังกล่าวระบุชื่อของผู้ที่นำสินค้ามาส่งให้แก่โจทก์ร่วมทุกฉบับว่าคือนายประสงค์ ไม่ทราบชื่อสกุลบ้าง นา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง