ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2557

ฎีกาที่ 13535/2557

หลักกฎหมาย

ในการจัดทำแผนที่ประกอบด้วยการดำเนินการในขั้นตอนของการสำรวจ รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์เรียบเรียง และเลือกใช้ข้อมูล แล้วนำข้อมูลดังกล่าวมานำเสนออันเป็นการแสดงออกซึ่งความคิดในรูปแบบของแผนที่ แม้ถนน ซอย และสถานที่ต่างๆ ที่ลงในแผนที่จะเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่จริง แต่ก็ต้องใช้ความอุตสาหวิริยะและความรู้ความสามารถในการสำรวจวัดระยะและจำลองรูปแผนที่โดยใช้มาตราส่วนที่เหมาะสมเพื่อให้ได้รูปแผนที่ถูกต้องมีประโยชน์ในการใช้งานย่อมเป็นการสร้างสรรค์งานแผนที่ขึ้น อันเป็นงานศิลปกรรมอย่างหนึ่งและเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ที่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6 วรรคหนึ่ง และ 15 วรรคหนึ่ง แม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาว่า ว. เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานแผนที่ดังกล่าวได้ลิขสิทธิ์มาจากการรับโอนจากผู้สร้างสรรค์งาน แตกต่างจากคำฟ้องที่บรรยายว่า ว. เป็นผู้ริเริ่มสร้างสรรค์เอง แต่ข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันนี้เป็นเพียงรายละเอียดของการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ของ ว. เท่านั้น ศาลย่อมรับฟังข้อเท็จจริงในชั้นพิจารณาได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง แผนที่ที่ ว. มีลิขสิทธิ์อยู่แต่เดิมที่ทำในปี 2529 คือแผนที่เอกสารหมาย จ.28 แต่ ว. โอนลิขสิทธิ์ให้ บ. ครั้งละ 10 ปี 2 ครั้ง เป็นเวลา 20 ปี โดยแต่ละครั้งที่สิ้นสุดกำหนดเวลาโอนลิขสิทธิ์ทำให้ ว. ได้ลิขสิทธิ์กลับคืนมานั้น ย่อมได้คืนเฉพาะงานแผนที่ที่ได้โอนไปแต่แรกตามเอกสารหมาย จ.28 เท่านั้น ส่วนแผนที่เพิ่มเติมที่ บ. ปรับปรุงย่อมไม่โอนไปยัง ว. เพราะไม่มีข้อตกลงให้โอนลิขสิทธิ์ส่วนที่สร้างสรรค์เพิ่มเติม เมื่อ ว. ได้ลิขสิทธิ์ในแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.28 กลับคืนมาแล้วโอนลิขสิทธิ์ต่อแก่โจทก์ โจทก์นำมาจัดพิมพ์เป็นแผนที่เอกสารหมาย จ.18 จึงมีส่วนที่เป็นแผนที่ดั้งเดิมตามเอกสารหมาย จ.28 อยู่ด้วยส่วนหนึ่งกับส่วนที่มีการปรับปรุงเพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่ง โจทก์ย่อมมีลิขสิทธิ์โดยการรับโอนจาก ว. เฉพาะแผนที่ส่วนดั้งเดิมและย่อมมีอำนาจฟ้องเฉพาะส่วนดังกล่าว แม้การทำแผนที่ออกมาเหมือนกัน โดยบุคคลคนละคนกันอาจเป็นเพราะเป็นการจัดทำจากสภาพพื้นที่ที่มีอยู่จริงโดยไม่ได้ลอกเลียนกันอันไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่หากการทำแผนที่เหมือนกันโดยใช้แผนที่ที่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นมาเป็นต้นแบบในคัดลอก ทำซ้ำ หรือดัดแปลง ย่อมเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์เมื่อเปรียบเทียบแผนที่ที่เป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์กับแผนที่ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว พบส่วนที่คลาดเคลื่อนเหมือนกัน 3 รายการ ย่อมแสดงได้ว่าเป็นการลอกเลียนจากแผนที่ที่โจทก์มีลิขสิทธิ์ แต่โจทก์มีลิขสิทธิ์เฉพาะงานแผนที่ที่สร้างสรรค์ขึ้นตั้งแต่ปี 2529 การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ลอกเลียนแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.18 ที่พัฒนามาจากแผนที่เอกสารหมาย จ.28 มาก จนไม่อาจฟังได้ว่าเป็นการทำซ้ำโดยการคัดลอกงานแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.28 คงถือได้ว่าเป็นเพียงการดัดแปลงเท่านั้น จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์เอง เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำหน่ายแผนที่ของตนก็ย่อมรู้อยู่แล้วว่างานนั้นทำขึ้น โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) เป็นความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อฟังว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์เพียงบางส่วนของงานตามฟ้องจึงสมควรกำหนดโทษให้น้อยลงตามสมควรด้วย

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 17, 27, 31, 32, 69, 70, 74, 75, 76 ให้จ่ายค่าปรับแก่โจทก์กึ่งหนึ่งและให้แผ่นพับแผนที่ที่จำเลยทั้งสามทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ทั้งหมดตกเป็นของโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) โจทก์บรรยายฟ้องเป็นการกระทำกรรมเดียวจึงให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1) ประกอบมาตรา 69 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 สำหรับจำเลยที่ 1 ปรับ 300,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุก 6 เดือน และปรับ 300,000 บาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตัว โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับสำหรับจำเลยที่ 1 ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 จ่ายค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษากึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ยกคำขอให้แผนที่ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของโจทก์ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า งานแผนที่ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวมาข้างต้นเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์เพียงใดหรือไม่ เห็นได้ว่า ในการจัดทำแผนที่เอกสารหมาย จ.10 และ จ.28 นี้ ประกอบด้วยการดำเนินการในขั้นตอนของการสำรวจ รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์เรียบเรียงและเลือกใช้ข้อมูล แล้วนำข้อมูลดังกล่าวมานำเสนออันเป็นการแสดงออกซึ่งความคิดในรูปแบบของแผนที่ เมื่อปรากฏว่าข้อมูลที่เป็นสาระสำคัญในแผนที่ดังกล่าวที่นำเสนอในรูปแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.28 คือเส้นทางลัดที่ไม่ได้เคยมีปรากฏในแผนที่ที่เคยมีอยู่เดิมมาก่อน โดยข้อมูลดังกล่าวได้มาจากการเดินสำรวจพื้นที่แล้วจำลองขึ้นเป็นแผนที่เอกสารหมาย จ.10 นำมาคัดเลือกเส้นทางจากถนนและซอยซึ่งมีอยู่หลายสายที่เชื่อมต่อกัน ให้ได้เส้นทางลัดตามที่สมควรระบุไว้โดยแสดงให้ปรากฏเส้นทางลัดในแผนที่ซึ่งใช้เส้นสีเหลืองเฉพาะส่วนที่เป็นเส้นทางลัด แม้ว่าถนนซอยและสถานที่ต่าง ๆ ที่นำมาจำลองลงในแผนที่นี้จะเป็นข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่จริงในพื้นที่ก็ตามแต่ก็ต้องใช้ความอุตสาหวิริยะและความรู้ความสามารถในการสำรวจวัดระยะและจำลองรูปแผนที่โดยใช้มาตราส่วนที่เหมาะสมเพื่อให้ได้รูปแผนที่ที่ถูกต้องมีประโยชน์ในการใช้งานย่อมเป็นการสร้างสรรค์งานแผนที่ขึ้นอันเป็นงานศิลปกรรมอย่างหนึ่งตามบทกฎหมายดังกล่าวมาข้างต้นและโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในลิขสิทธิ์งานแต่ผู้เดียวในงานแผนที่อันเป็นศิลปกรรม จึงเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6 วรรคหนึ่ง และ 15 วรรคหนึ่ง และเมื่อผู้สร้างสรรค์งานแผนที่ได้ทำหนังสือโอนลิขสิทธิ์ตลอดอายุการคุ้มครองให้แก่นางวรรณทนาแล้วเช่นนี้ จึงฟังได้ว่านางวรรณทนาเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานแผนที่นี้ดังที่ปรากฏให้เห็นได้จากหนังสือแผนที่เอกสารหมาย จ.28 ที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดบางกอกไกด์ได้รับโอนลิขสิทธิ์จากนางวรรณทนาแล้วนำมาจัดพิมพ์เป็นหนังสือแผนที่ฉบับนี้ขึ้นมานั่นเอง และแม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาของศาลว่า นางวรรณทนาเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานแผนที่ดังกล่าวโดยได้ลิขสิทธิ์มาจากการรับโอนจากผู้สร้างสรรค์งาน ซึ่งแตกต่างจากคำฟ้องที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า นางวรรณทนาเป็นผู้ริเริ่มสร้างสรรค์เองก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันนี้ก็เป็นเพียงรายละเอียดของการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ของนางวรรณทนาเท่านั้น อันเป็นเพียงข้อเท็จจริงรายละเอียดซึ่งมิใช่ข้อสาระสำคัญและจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ก็ให้การในชั้นพิจารณาโดยปฏิเสธทั้งในข้อเท็จจริงที่ว่านางวรรณทนามิได้สร้างสรรค์งานแผนที่นี้และนางวรรณทนาไม่ได้รับโอนลิขสิทธิ์มาโดยชอบด้วยกฎหมายด้วย นอกจากนี้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องทนายจำเลยทั้งสามก็ใช้สำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5741/2552 ประกอบการถามค้านพยานโจทก์ปากนางวรรณทนา โดยคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้เป็นคดีระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัดบางกอกไกด์ โจทก์ บริษัท ประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน) กับพวกรวม 16 คน จำเลย ทั้งนี้โดยคดีดังกล่าวโจทก์โดยนางวรรณทนาผู้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ก็นำสืบพยานหลักฐานตามที่ปรากฏข้อความในคำพิพากษาศาลฎีกาฉบ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13535/2557 · ทนอย Thanoy