ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2534

ฎีกาที่ 1354/2534

หลักกฎหมาย

สำเนาใบเสร็จรับเงินเป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก โจทก์จึงไม่จำต้องส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90(2)ก็รับฟังเป็นพยานได้ เมื่อโจทก์เข้ารับช่วงสิทธิของธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่มีอยู่กับจำเลย โจทก์ย่อมต้องรับช่วงสิทธิในส่วนของอัตรา ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ที่จำเลยต้องชำระให้แก่ธนาคารตามสัญญามาเรียกเอากับจำเลยด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคแรกประกอบมาตรา 226 วรรคแรก จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ย ร้อยละ 15 ต่อปี ในระหว่างผิดนัด

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่31 กรกฎาคม 2523 จำเลยได้กู้เงินจากธนาคารอาคารสงเคราะห์จำนวน 250,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี จำเลยยินยอมให้ธนาคารเพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่กำหนดไว้ได้แต่ต้องไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้ จำเลยสัญญาว่าจะชำระเงินกู้ให้เสร็จภายใน15 ปี นับแต่วันทำสัญญา และจะผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้ธนาคารไม่ต่ำกว่าเดือนละ 3,330 บาท ทุกวันสิ้นเดือน โดยโจทก์เป็นผู้ค้ำประกัน และจำเลยได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 115367 แขวงสะพานสูง เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนองเป็นประกันด้วย โดยมีข้อตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยตกลงชำระส่วนที่ขาดให้จนครบ หลังจากจำเลยกู้เงินไปแล้วได้ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารเพียงบางส่วน จนวันที่ 25 พฤษภาคม 2528 ค้างต้นเงินอยู่ 247,452.13 บาท และดอกเบี้ย 64,158.71 บาท ธนาคารจึงเรียกให้โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระหนี้แทนและโจทก์ได้ชำระเงินให้ธนาคารเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2528 เป็นเงิน 20,536.16 บาท และวันที่ 7 ตุลาคม 2528 ได้ชำระต้นเงิน 247,452.13 บาท กับชำระดอกเบี้ยอีก 57,351.05 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์ชำระแทนจำเลยทั้งสิ้น 325,339.34 บาท โจทก์จึงรับช่วงสิทธิของธนาคารมาไล่เบี้ยให้จำเลยชำระหนี้จำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่ธนาคารปรับเพิ่มขึ้นโดยคิดจากต้นเงิน247,453.13 บาท และเนื่องจากเงินที่โจทก์ชำระแทนจำเลยนั้นโจทก์ไปกู้ยืมมาจากสถาบันการเงินซึ่งต้องเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ17.5 ต่อปี จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายนี้ ซึ่งเมื่อคิดจากต้นเงิน20,536.16 บาท ที่โจทก์ชำระแทนจำเลยเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2528 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,520.60 บาท และคิดจากต้นเงิน 304,803.18บาท นับจากวันที่ 7 ตุลาคม 2528 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 18,121.17 บาทรวมเป็นเงินที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในวันฟ้อง 345,981.11 บาทขอให้ศาลบังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ และให้ชำระค่าเสียหายในอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 325,339.34 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ หากจำเลยไม่ชำระก็ให้ยึดที่ดินซึ่งจำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่าจำเลยได้ผ่อนชำระเงินให้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ไป 33 งวด เป็นเงิน 109,890 บาท แล้วจึงไม่มียอดหนี้ที่ค้างแก่ธนาคารตามที่โจทก์กล่าวอ้าง เมื่อโจทก์ชำระเงินแทนจำเลยไปก็เป็นการชำระหนี้เกินกว่าหนี้ที่แท้จริงจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดและโจทก์ยังไม่ได้ชำระเงินให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โจทก์จึงไม่ได้เป็นผู้รับช่วงสิทธิจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ ดอกเบี้ยระหว่างที่จำเลยผิดนัดโจทก์ก็คิดได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันไปชำระหนี้ของจำเลย ทั้งที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์สามารถฟ้องบังคับเอาจากทรัพย์ที่จำนองได้โดยตรงอยู่แล้ว เป็นการจัดการงานนอกสั่งอันขัดกับความประสงค์อันแท้จริงของจำเลย โจทก์จึงต้องรับผิดชอบเองจะมาเรียกค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปีจากจำเลยไม่ได้ขอให้ศาลยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 325,339.34 บาทให้โจทก์ และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน247,452.13 บาท นับตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2528 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้ครบถ้วน หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามที่จำนองไว้กับธนาคารเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยใช้หนี้โจทก์จนครบจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังยุติได้ว่า จำเลยกู้เงินธนาคารอาคารสงเคราะห์โดยมีที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนองเป็นประกันและมีโจทก์เป็นผู้ค้ำประกันตามฟ้อง คดีมีข้อวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่าโจทก์ได้ชำระหนี้ให้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์แทนจำเลยไปตามฟ้องหรือไม่ และโจทก์ได้รับช่วงสิทธิของธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่มีอยู่กับจำเลยหรือไม่เพียงใด สำหรับปัญหาข้อแรกจำเลยฎีกาว่า พยานโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ชำระหนี้แทนจำเลยไปตามฟ้อง พยานโจทก์คือนายประดิษฐ์คงเครือ พนักงานของธนาคารอาคารสงเคราะห์ซึ่งทำหน้าที่เร่งรัดหนี้และเคยทำหน้าที่ด้านบัญชีเงินกู้ลูกค้ามาแล้วเบิกความว่า โจทก์ได้ชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยแทนจำเลย 1 ครั้งครั้งแรกวันที่ 28 พฤษภาคม 2528 เป็นเงิน 20,536.16 บาท ครั้งหลังวันที่ 7 ตุลาคม 2528 เป็นเงิน 304,803.18 บาท นอกจากโจทก์จะมีสำเนาใบเสร็จรับเงินที่ชำระไปทั้งสองครั้งดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 เป็นพยานสนับสนุนแล้ว โจทก์ยังมีสำเนาบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่มีรายการหักทอนชำระหนี้ตามเอกสารหมาย จ.11 และสำเนาบัญ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1354/2534 · ทนอย Thanoy