คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558
ฎีกาที่ 13598/2558
หลักกฎหมาย
จำเลยที่ 1 เป็นหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่แก้ไขปัญหาการค้างชำระหนี้ของลูกหนี้ของสถาบัน การเงินด้วยการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพนำมาบริหารจัดการตามวิธีการที่กำหนดใน พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 การที่จำเลยที่ 1 ขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลงอันเป็นทรัพย์จำนองของโจทก์ตามบทบัญญัติมาตรา 76 ที่บัญญัติว่า ในการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันให้ บสท. ดำเนินการโดยวิธีการขายทอดตลาด แต่ถ้า บสท. เห็นว่าการจำหน่ายโดยวิธีอื่นจะเป็นประโยชน์กับ บสท. และลูกหนี้มากกว่า ก็ให้จำหน่ายโดยวิธีอื่นได้ หรือจะรับโอนทรัพย์สินนั้นไว้ในราคาไม่น้อยกว่าราคาที่จะพึงได้รับจากการขายทอดตลาดแทนการจำหน่ายก็ได้ และมาตรา 82 บัญญัติว่า การเพิกถอนการจำหน่ายทรัพย์สินตามวิธีการที่กำหนดไว้ในมาตรา 76 จะกระทำมิได้ จำเลยที่ 1 ขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลงตามมาตรา 76 อันเป็นการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามที่ พ.ร.ก. นี้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ หากโจทก์ได้รับความเสียหายจากการขายทอดตลาด ย่อมใช้สิทธิเรียกร้องตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ยกขึ้นกล่าวในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) และตามมาตรา 41 แห่ง พ.ร.ก. ดังกล่าวบัญญัติให้จำเลยที่ 1 เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน หรือในกรณีศาลมีคำพิพากษาบังคับคดีแล้ว ให้จำเลยที่ 1 เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น เป็นเพียงการให้อำนาจจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิในฐานะคู่ความหรือดำเนินการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ด้วย ไม่ใช่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามมาตรา 53 แห่ง พ.ร.ก. นี้ หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 และโจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้มากกว่าการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. จึงหาใช่บทบังคับว่าเมื่อจำเลยที่ 1 เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องดำเนินการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. เท่านั้น จำเลยที่ 1 มีอำนาจขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินโดยวิธีอื่นตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ตามมาตรา 74 และ 76
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.พ. 142พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 41พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 53พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 74พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 76พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 82
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 7243 และ 3242 ตำบลอุทัย (สามง่าม) อำเภออุทัย (อุทัยใหญ่) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยทั้งสอง และให้ปฏิบัติตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ระหว่างพิจารณา กระทรวงการคลังยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ก่อนโจทก์ฎีกา ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้โจทก์ล้มละลายเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2554 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าดำเนินคดีแทนโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหรือไม่ เห็นว่า พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มีเจตนารมณ์ตามเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดว่าเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรงในช่วงระยะเวลาดังกล่าวที่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินไม่สามารถชำระหนี้สินเชื่อและกลายเป็นสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้แก่สถาบันการเงินเป็นจำนวนมาก หากปล่อยเวลาให้เนิ่นช้าต่อไป ฐานะของสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องจะเกิดปัญหาอย่างรุนแรงและกระทบต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจต่อไปได้ จึงจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์แห่งชาติขึ้นให้เป็นหน่วยงานของรัฐเพื่อทำหน้าที่แก้ไขปัญหาการค้างชำระหนี้ของลูกหนี้ของสถาบันการเงินของรัฐและเอกชนให้เป็นไปอย่างรวดเร็วด้วยการรับโอนสินทรัพย์ที่จัดเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาจากสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อนำมาบริหารจัดการตามวิธีการที่พระราชกำหนดฉบับนี้กำหนดไว้ อันจะเป็นการสร้างเสถียรภาพให้แก่เศรษฐกิจและระบบสถาบันการเงินโดยรวมเพื่อรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ การบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามพระราชกำหนดดังกล่าวหมวด 4 มาตรา 53 บัญญัติให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) มีอำนาจปรับโครงสร้างหนี้ ปรับโครงสร้างกิจการ จำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือจำหน่ายหนี้สูญ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันตามที่เห็นสมควร ตามบทบัญญัติแห่งหมวดนี้ มาตรา 76 บัญญัติว่า ในการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน ให้ บสท. ดำเนินการโดยวิธีการขายทอดตลาด แต่ถ้า บสท. เห็นว่าการจำหน่ายโดยวิธีอื่นจะเป็นประโยชน์กับ บสท. และลูกหนี้มากกว่า ก็ให้จำหน่ายโดยวิธีอื่นได้ หรือจะรับโอนทรัพย์สินนั้นไว้ในราคาไม่น้อยกว่าราคาที่จะพึงได้รับจากการขายทอดตลาดแทนการจำหน่ายก็ได้ และมาตรา 82 บัญญัติว่า การเพิกถอนการจำหน่ายทรัพย์สินตามวิธีการที่กำหนดไว้ในมาตรา 76 จะกระทำมิได้ ทั้งนี้เพราะมาตรา 95 บัญญัติให้ยุบเลิก บสท. เมื่อสิ้นปีที่สิบ และชำระบัญชีให้แล้วเสร็จภายในเวลาไม่ช้ากว่า ปีที่สิบสอง นับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ และให้พระราชกำหนดนี้เป็นอันยกเลิกเมื่อครบสิบสองปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ จำเลยที่ 1 ขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลง ตามบทบัญญัติมาตรา 76 อันเป็นการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามที่พระราชกำหนดฉบับนี้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ผู้เสียหายจากการจำหน่ายทรัพย์สินอาจเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายจากเงินที่ได้รับจากการจำหน่ายทรัพย์สินได้ตามมาตรา 79 หรือหากโจทก์ได้รับความเสียหายจากการขายทอดตลาด ย่อมใช้สิทธิเรียกร้องตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ได้ โจทก์จึงไม่มี อำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 ได้ยกขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นแต่ไม่ได้ยกขึ้นกล่าวในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจขายทอดตลาดตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 74 และมาตรา 76 เนื่องจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เดิมได้ฟ้องโจทก์ต่อศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทน เมื่อจำเลยที่ 1 รับโอนสิทธิเรียกร้องและเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ต่อมาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด แต่ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งจำหน่ายคดีตามมาตรา 30 วรรคหก แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวจนศาลมีคำพิพากษา ถือว่าจำเลยที่ 1 เลือกที่จะเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน ชอบที่จะดำเนินการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเท่านั้น เห็นว่า ปัญหานี้แม้โจทก์ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์ยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง