ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558

ฎีกาที่ 13599/2558

หลักกฎหมาย

คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะผู้สั่งจ่ายเช็คฉบับที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 8 ถึงที่ 10 ที่ 13 ที่ 15 ที่ 17 ถึงที่ 30 และที่ 35 ถึงที่ 37 ซึ่งเป็นเช็คผู้ถือ โดยให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ร่วมรับผิดตามเช็คเฉพาะฉบับที่ตนลงลายมือชื่อสลักหลังในฐานะผู้ประกัน (อาวัล) จำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่าย และให้จำเลยที่ 6 รับผิดในฐานะผู้สั่งจ่ายเช็คฉบับที่ 38 ซึ่งเป็นเช็คระบุชื่อ โดยให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 7 และที่ 8 ร่วมรับผิดตามเช็คฉบับที่ 38 ในฐานะผู้สลักหลัง ดังนั้น ในส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาในตอนต้นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 8 ร่วมกันชำระเงิน 15,870,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินรวมทั้งหมดตามเช็คดังกล่าวแก่โจทก์จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้อ้างมาในฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันชำระเงิน 23,804,435 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 19,450,000 บาท และค่าปรับวันละ 21,100 บาท โดยให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดชำระเงิน 23,804,435 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 19,450,000 บาท ค่าปรับวันละ 16,100 บาท จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระเงิน 23,740,674 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 19,405,000 บาท ค่าปรับวันละ 20,500 บาท จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดชำระเงิน 12,437,176 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 9,775,000 บาท และค่าปรับวันละ 14,700 บาท จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดชำระเงิน 734,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 600,000 บาท และค่าปรับวันละ 600 บาท จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงิน 125,675 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท ค่าปรับวันละ 100 บาท จำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 ร่วมรับผิดชำระเงิน 6,690,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 5,400,000 บาท ค่าปรับวันละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งแปด ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 8 ร่วมกันชำระเงิน 15,870,000 บาท แก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 ร่วมชำระเงิน 15,870,000 บาท จำเลยที่ 2 ร่วมชำระเงิน 15,825,000 บาท จำเลยที่ 3 ร่วมชำระเงิน 7,150,000 บาท จำเลยที่ 5 ร่วมชำระเงิน 100,000 บาท จำเลยที่ 6 ร่วมชำระเงิน 5,400,000 บาท จำเลยที่ 7 ร่วมชำระเงิน 5,400,000 บาท และจำเลยที่ 8 ร่วมชำระเงิน 5,400,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 8 ร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งแปดต้องร่วมรับผิดชำระเงินตามเช็คฉบับที่ 1 ฉบับที่ 4 ฉบับที่ 7 ฉบับที่ 11 ฉบับที่ 12 ฉบับที่ 14 ฉบับที่ 16 ฉบับที่ 31 ถึงฉบับที่ 34 รวม 11 ฉบับ ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์อ้างว่าให้จำเลยที่ 2 กู้ยืมเงินไปโดยฝ่ายจำเลยออกเช็คให้ 38 ฉบับ เช็คลงวันที่ในเดือนมกราคม 2554 ถึงเดือนตุลาคม 2554 เพียง 10 เดือน เป็นเงินถึง 19,450,000 บาท โดยที่ไม่ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยมีหลักทรัพย์ใด ๆ เป็นประกัน คงมีเพียงเช็ค 38 ฉบับดังกล่าว กับหนังสือสัญญากู้ที่เขียนด้วยลายมือของโจทก์เองหวัดไปหวัดมามีการขีดลบตกเติมเกือบทุกฉบับเท่านั้น ทั้งเงินที่โจทก์อ้างว่าให้จำเลยที่ 2 กู้ไป 38 ครั้ง ตามทางนำสืบของโจทก์ก็อ้างว่ายังไม่มีการชำระเงินคืนสักครั้ง โจทก์ก็ยอมให้กู้ใหม่อีก จึงนับว่าผิดวิสัยบุคคลปกติทั่วไป เว้นเสียแต่ว่าเป็นเช็คที่โจทก์ให้ฝ่ายจำเลยออกให้เพื่อค้ำประกันผลประโยชน์ของโจทก์ดังที่จำเลยที่ 2 นำสืบ ครั้นเมื่อครบกำหนดตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำ คือ วันที่ 14 มกราคม 2554 ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 จะรับซื้อที่ดินและอาคารดังกล่าวคืนจากโจทก์ดังที่โจทก์อ้าง แต่โจทก์ก็ให้ฝ่ายจำเลยออกเช็คฉบับที่ 12 ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554 จำนวนเงิน 330,000 บาท อ้างว่าเป็นเช็คชำระค่าเช่าอาคารเลขที่ 50/2 - 3 ที่ จำเลยที่ 2 จ่ายเป็นค่าเช่าเดือนละ 110,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งจำเลยที่ 2 นำสืบต่อสู้ว่า เช็คฉบับที่ 12 เป็นเช็คที่โจทก์ให้ฝ่ายจำเลยออกให้สำหรับผลประโยชน์เป็นค่าดอกเบี้ยที่โจทก์นำเงินมาร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 2 ในอาคารเลขที่ 50/2 - 3 โดยคิดผลประโยชน์เป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ถึง 3 ต่อเดือน เป็นเงินเดือนละ 110,000 บาท รวม 3 เดือน เป็นเงิน 330,000 บาท เห็นว่า ขณะฝ่ายจำเลยออกเช็คฉบับที่ 12 อาคารเลขที่ 50/2 - 3 ยังไม่มีการปรับปรุง จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จำเลยที่ 2 จะต้องเช่าอาคารดังกล่าวโดยจ่ายค่าเช่าแพงถึงเพียงนั้นทั้งที่ยังไม่สามารถหารายได้จากอาคารที่เช่า นอกจากนี้ สัญญาว่าจ้างปรับปรุงอาคารเลขที่ 50/2 - 3 ที่จำเลยที่ 2 ทำกับนายชำนาญ ก็ปรากฏว่าเป็นสัญญาทำขึ้นภายหลังออกเช็คฉบับที่ 12 ที่โจทก์อ้างว่าชำระค่าเช่า คือ ทำขึ้นเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2554 แต่เช็คฉบับที่ 12 สั่งจ่ายวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554 ซึ่งตามสัญญาดังกล่าวต้องปรับปรุงอาคารเลขที่ 50/2 - 3 เป็นเงินถึง 1,560,000 บาท แบ่งงานเป็น 9 งวด กล่าวคือ ต้องตอกเสาเข็ม เทตอม่อ ผูกเหล็ก เทคานคอดิน ตั้งเสา เทเสาชั้นที่ 1 เทพื้นชั้นที่ 1 เทคานชั้น 2 ตั้งเสาชั้น 2 วางแผ่นพื้นและเทพื้นชั้น 2 เทคานชั้น 3 ตั้งเสาชั้น 3 วางแผ่นพื้นและเทพื้นชั้น 3 ทำโครงหลังคา มุงหลังคา ก่ออิฐฉาบปูนทั้งสามชั้น เ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13599/2558 · ทนอย Thanoy