คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2555
ฎีกาที่ 1360/2555
หลักกฎหมาย
แม้คดีอันมีคำพิพากษาถึงที่สุดนั้น พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องผู้ร้องฐานบุกรุกที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ แต่คำขอท้ายฟ้องได้ขอให้ลงโทษผู้ร้องตาม ป.ที่ดิน มาตรา 9, 108, 108 ทวิ, 108 ตรี โดยมาตรา 9 เป็นบทบัญญัติห้ามบุคคลใดเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ และมาตรา 108 ทวิ วรรคหนึ่ง เป็นบทลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรา 9 นับแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ใช้บังคับในวันที่ 4 มีนาคม 2515 โดยมีบทลงโทษหนักขึ้นในกรณีที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ตามมาตรา 108 ทวิ วรรคสอง และมีบทลงโทษหนักขึ้นในกรณีที่ได้กระทำเป็นเนื้อที่เกินกว่า 50 ไร่ ตามมาตรา 108 ทวิ วรรคสาม เมื่อพิจารณาจากทางนำสืบของโจทก์ในคดีดังกล่าว ซึ่งมี ส. ผู้จัดการนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ และ น. นายอำเภอหาดใหญ่เบิกความประกอบกับบันทึกการประชุมได้ความว่า ที่ดินเหมืองฉลุงซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทเป็นที่ดินประเภทที่รกร้างว่างเปล่าซึ่งแสดงให้เห็นว่า ข้ออ้างในคำร้องของผู้ร้องที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่านั้น ไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดี อีกทั้งแม้จะฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1) ก็ย่อมถือเป็นที่ดินของรัฐ ซึ่งต้องห้ามมิให้บุคคลใดเข้าไปยึดถือครอบครองโดยไม่มีสิทธิครอบครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ร้องเคยมีหนังสือลงวันที่ 4 มิถุนายน 2534 ถึงผู้จัดการนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ ขอผ่อนผันอยู่ในที่ดินไปจนกว่าจะเก็บพืชผลที่ลงทุนไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์เสียก่อน อันเป็นการสนับสนุนให้เห็นว่าผู้ร้องเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิครอบครอง เมื่อผู้ร้องบุกรุกครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิครอบครองย่อมเป็นความผิดตาม ป.ที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคหนึ่ง ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษผู้ร้องตามที่พิจารณาได้ความได้ เพราะการระบุในฟ้องว่าบุกรุกที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่ว่าประเภทที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะหรือที่ดินรกร้างว่างเปล่าเป็นเพียงรายละเอียด และเป็นเพียงบทลงโทษหนักขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่ส่วนขององค์ประกอบความผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพิพากษาอันถึงที่สุดนั้น ได้กำหนดโทษจำคุกและปรับแก่ผู้ร้องภายในระวางโทษตามป.ที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคหนึ่งแล้ว ดังนี้ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่ามีพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดีที่จะแสดงว่าผู้ร้องซึ่งต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุดนั้นไม่ได้กระทำความผิด
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีสืบเนื่องมาจากพนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โจทก์ ยื่นฟ้องนายแก่น ผู้ร้อง เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1228/2536 ในความผิดฐานบุกรุกเข้าไปครอบครองที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นเดินโดยเฉพาะ เป็นเนื้อที่ 55.41 ไร่ และขัดขวางไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ให้ออกจากที่ดินดังกล่าว คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาว่า ผู้ร้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสาม จำคุก 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ผู้ร้องและบริวารออกจากพื้นที่ตามฟ้อง ต่อมาวันที่ 1 เมษายน 2539 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ตามคดีหมายเลขแดงที่ ร.1/2540 ศาลชั้นต้นมีความเห็นว่า พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบล้วนแต่มีอยู่ก่อนที่โจทก์จะฟ้องผู้ร้อง มิใช่พยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดี ทั้งคดีอาญาผู้ร้องฟ้องพยานโจทก์ว่าเบิกความเท็จนั้น ก็ปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คดีของผู้ร้องจึงไม่มีเหตุจะรื้อฟื้นขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ได้เห็นควรยกคำร้องขอและได้ส่งสำนวนการไต่สวนรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่พร้อมทั้งบันทึกความเห็นให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 9 วรรคสาม ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า ประกาศกระทรวงหาดไทย เรื่อง มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมจัดหาผลประโยชน์ในที่ดินของรัฐในท้องที่ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ฉบับลงวันที่ 3 เมษายน 2538 หนังสือจังหวัดสงขลา ฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2537 และฉบับลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2538 กับประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง ขายที่ดินรกร้างว่างเปล่าบริเวณเหมืองฉลุง ตำบลฉลุง อำเภอหากใหญ่ จังหวัดสงขลา ฉบับลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2538 และหนังสือกรมทรัพยากรธรณี ฉบับลงวันที่ 27 สิงหาคม 2535 เป็นเพียงประกาศและเอกสารชี้แจ้งระหว่างหน่วยราชการด้วยกัน ซึ่งยังไม่อาจชี้ชัดได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) พยานหลักฐานที่ผู้ร้องอ้างตามคำร้องอ้างตามคำร้องจึงไม่พอถือว่ามีพยานหลักฐานอันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดีส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า พยานโจทก์แจ้งความและเบิกความเท็จนั้น ศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้องและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนแล้ว กรณีไม่มีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่จึงให้ยกคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ของผู้ร้อง ผู้ร้องฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 10 วรรคสอง จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของผู้ร้อง ผู้ร้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยแล้วว่าพยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำมาอ้างเพื่อขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ มิใช่พยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดี กรณีจึงไม่มีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 10 วรรคสอง ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาและคำสั่งศาลฎีกาที่ผู้ร้องอ้างถึงนั้น ข้อเท็จจริงแตกต่างจากคดีนี้ให้ยกคำร้อง ต่อมาเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2542 ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาว่าขอให้ศาลฎีกาเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 ศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้อง ครั้นวันที่ 3 สิงหาคม 2548 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่เป็นคดีนี้อีก (เป็นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีครั้งที่สองต่อจากครั้งแรกตามคดีหมายเลขแดงที่ ร.1/2540) โจทก์ไม่ยื่นคำคัดค้าน วันที่ 16 สิงหาคม 2548 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 10 และมาตรา 18 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 6 และมาตรา 247 หรือไม่ และให้รอการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน ศาลชั้นต้นเห็นว่า ข้อโต้แย้งของผู้ร้องเป็นกรณีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 และไม่ปรากฏว่ามีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นดังกล่าว จึงเห็นสมควรส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 10 และมาตรา 18 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 6 และมาตรา 247 หรือไม่ และให้รอการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน ต่อมาวันที่ 12 กันยายน 255
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง