คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2550
ฎีกาที่ 1367/2550
หลักกฎหมาย
นับแต่เวลาที่จำเลยที่ 5 เข้าแย่งมีดจากผู้ตาย จนกระทั่งผู้ตายถูกจำเลยที่ 6 ใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตายไม่ปรากฏว่ามีผู้อื่นเข้าทำร้ายผู้ตายอีก บาดแผลของผู้ตายที่เกิดจากการถูกแทงด้วยของมีคมจึงต้องเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 5 ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ที่ระบุว่าจำเลยที่ 5 เป็นคนใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายก่อนที่จำเลยที่ 6 จะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นจำเลยที่ 5 และที่ 6 จึงได้รีบพากันหลบหนีไปด้วยกันโดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ ทำให้เชื่อได้ว่าเหตุการณ์เป็นไปตามคำให้การของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ในชั้นสอบสวน ซึ่งให้การหลังเกิดเหตุเพียง 2 วัน ยิ่งกว่าจะเป็นไปตามคำเบิกความหลังเกิดเหตุนานถึง 3 ปี การที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายและใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตายแล้วรีบพากันหลบหนีไปด้วยกัน แสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 5 และที่ 6 มีเจตนาร่วมกันฆ่าผู้ตาย จำเลยที่ 5 จึงเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 6 กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ว่า ร่วมกันว่าจ้างจำเลยที่ 5 และที่ 6 ให้ฆ่าผู้ตาย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 โจทก์มิได้อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ถึงที่สุดแล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ว่าจ้างให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ไปฆ่าผู้ตาย โจทก์คงมีเพียงบันทึกคำให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ที่ให้การรับสารภาพว่า จำเลยที่ 5 และที่ 6 รับจ้างจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้ไปฆ่าผู้ตาย ซึ่งเป็นพยานบอกเล่ามีน้ำหนักรับฟังน้อย และโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นรับฟังประกอบบันทึกคำให้การดังกล่าวกรณีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 5 และที่ 6 ได้รับจ้างจากผู้อื่นให้ไปฆ่าผู้ตายและพยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมาไม่มีน้ำหนักมั่นคงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 5 และที่ 6 เตรียมวางแผนฆ่าผู้ตายไว้ล่วงหน้าอันจะเป็นการกระทำความผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อน การกระทำของจำเลยที่ 5 และที่ 6 จึงเป็นเพียงความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 เท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 5 รู้มาก่อนว่าจำเลยที่ 6 พาอาวุธปืนติดตัวมาด้วยและจะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย จำเลยที่ 6 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า จำเลยที่ 5 เพียงแต่ร่วมฆ่าผู้ตายโดยใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายอันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฉับพฉันนั้นเอง ส่วนการที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 หลบหนีไปด้วยกัน ก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 5 มีส่วนร่วมกับการมีและพาอาวุธปืนของจำเลยที่ 6 ด้วย
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 83ป.อ. 84ป.อ. 288ป.อ. 289ป.อ. 371ป.วิ.พ. 95ป.วิ.อ. 15พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 7พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 8 ทวิพ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 72พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 72 ทวิ
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 84, 91, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 6 ให้การรับสารภาพฐานมีอาวุธปืนและฐานพาอาวุธปืน ส่วนฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 6 ให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกันและเหตุบันดาลโทสะ ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 7 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 7 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 5 และที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง เรียงกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ประหารชีวิตฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธาณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 5 และที่ 6 และจำเลยที่ 6 ให้การรับสารภาพฐานมีและพาอาวุธปืน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลดโทษให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 5 และที่ 6 คนละตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและร่วมกันพาอาวุธปืน ลดโทษให้จำเลยที่ 5 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 5 กระทงละ 4 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 6 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 6 กระทงละ 3 เดือน เมื่อจำคุกจำเลยที่ 5 และที่ 6 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนคนละตลอดชีวิตแล้ว ก็ไม่อาจนำโทษในคดีอื่น (ที่ถูก ความผิดฐานอื่น) มารวมได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) คงจำคุกจำเลยที่ 5 และที่ 6 คนละตลอดชีวิต ริบของกลาง ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จำเลยที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุก 15 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 7 ปี 6 เดือน รวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 7 ปี 12 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6 ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้ว่า เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ขณะที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 กับนายบุญรัตน์ คำเมือง ผู้ตายดื่มสุราอยู่ด้วยกัน จำเลยที่ 6 ได้ใช้อาวุธปืนพกของกลางยิงฆ่าผู้ตายถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นจำเลยที่ 5 และที่ 6 ขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปด้วยกัน เจ้าพนักงานตำรวจยึดมีดปลายแหลม 1 เล่ม จากที่เกิดเหตุเป็นของกลาง ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 5 และที่ 6 ได้พร้อมยึดอาวุธปืนที่จำเลยที่ 6 ใช้ยิงผู้ตายเป็นของกลาง สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 6 ในความผิดฐานมีอาวุธปืนและฐานพาอาวุปืน จำเลยที่ 6 ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 6 ในความผิดดังกล่าว จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่าจำเลยที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 6 ฆ่าผู้ตายหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทเชาวฤกษ์ ศรีประยูร พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า พยานได้ร่วมกับแพทย์ชันสูตรพลิกศพผู้ตาย และได้ทำรายงานการตรวจชันสูตรพลิกศพผู้ตายไว้ในชั้นสอบสวนพยานแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 5 และที่ 6 ว่า ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 5 และที่ 6 ให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาซึ่งจำเลยที่ 5 และที่ 6 ให้การว่า ขณะที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 นั่งดื่มสุราอยู่กับผู้ตายในบ้านผู้ตาย จำเลยที่ 5 ได้แกล้งชวนผู้ตายลุกขึ้นดูภาพถ่ายที่ติดอยู่ข้างฝาผนังจากนั้นจำเลยที่ 6 บอกให้ผู้ตายไปเปิดโทรทัศน์ ขณะผู้ตายเดินไปเปิดโทรทัศน์จำเลยที่ 6 ได้ชักอาวุธปืนที่พกติดตัวไปออกมายิงผู้ตาย 2 นัด ผู้ตายได้ชักมีดปลายแหลมออกมาพุ่งเข้าหาจำเลยที่ 6 จำเลยที่ 5 จึงเข้าแย่งมีดจากผู้ตายทำให้จำเลยที่ 5 ถูกคมมีดบาดที่ฝ่ามือข้างขวา เมื่อจำเลยที่ 5 แย่งมีดจากผู้ตายได้แล้วก็ใช้มีดแทงไปที่ผู้ตาย ผู้ตายวิ่งหนีลงบันไดบ้าน จำเลยที่ 6 จึงได้ใช้อาวุธปืนยิงไปยังผู้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง