คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2538
ฎีกาที่ 1369/2538
หลักกฎหมาย
ขณะเกิดเหตุโจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจและจำเลยเป็นพนักงานของโจทก์จึงมีฐานะเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงฐานะของโจทก์ภายหลังหรือไม่ก็หาเป็นเหตุให้มีผลลบล้างฐานะโจทก์และฐานะความรับผิดของจำเลยในขณะเกิดเหตุไม่จึงไม่มีผลกระทบถึงอำนาจฟ้องของโจทก์และไม่เป็นสาระหรือประโยชน์แก่คดีที่พึงพิจารณาวินิจฉัย หนังสือมอบอำนาจเป็นหนังสือยืนยันขอบเขตอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นพนักงานของจำเลยและรับรองอำนาจหน้าที่ของจำเลยในฐานะเป็นผู้แทนนิติบุคคลของโจทก์ต่อบุคคลภายนอกเป็นการทั่วไปส่วนมติกำหนดขอบเขตการใช้อำนาจของผู้แทนดังกล่าวอีกชั้นหนึ่งเป็นข้อจำกัดอำนาจเป็นการภายในหนังสือมอบอำนาจจึงไม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงหน้าที่และฐานะของจำเลยหรือเป็นการเพิกถอนยกเลิกมติดังกล่าวไม่ ลูกหนี้ยื่นขอสินเชื่อในรูปแบบของการกู้เบิกเงินเกินบัญชีซึ่งเกินอำนาจอนุมัติของจำเลยแทนที่จำเลยจะเสนอขออนุมัติจากคณะกรรมการธนาคารโจทก์ตามระเบียบกลับอนุมัติในรูป เพลซเมนท์/โลนหรือเงินฝากเป็นการจงใจหาวิธีการหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามระเบียบและวัตถุประสงค์ในรูปสินเชื่อที่แท้จริงโดยทุจริตเมื่อเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ตรวจสอบแล้วทักท้วงว่ารูปแบบสินเชื่อดังกล่าวเป็นการให้กู้และให้แก้ไขแทนที่จำเลยจะแก้ไขปฏิบัติเป็นรูปเงินกู้ตามข้อทักท้วงและขออนุมัติตามระเบียบให้ถูกต้องตามความจริงจำเลยกลับเปลี่ยนแปลงเป็นรูปตั๋วสัญญาใช้เงินอันเป็นวิธีการเลี่ยงไม่ยอมปฏิบัติตามที่ทักท้วงและไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่กำหนดไว้ให้ถูกต้องอีกทั้งยังมีการเพิ่มจำนวนสินเชื่อที่เกินอำนาจหลายครั้งหลายหนชี้ชัดว่าเพื่อเอื้อประโยชน์กันแก่ลูกหนี้เป็นเจตนาทุจริต จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่เสียหายโดยอ้างว่ามีการเปลี่ยนตัวลูกหนี้และได้มีการชำระหนี้ทั้งหมดแล้วโดยได้ยกขึ้นอ้างตั้งแต่ชั้นอุทธรณ์ตลอดมาและมีพยานเอกสารประกอบซึ่งโจทก์มิได้โต้แย้งพอรับฟังเป็นคุณแก่จำเลยได้ว่าเป็นความจริงแต่เมื่อตั้งแต่จำเลยให้ลูกหนี้กู้ยืมไปลูกหนี้มิได้ชำระหนี้ตามกำหนดเวลาตลอดมาจนกระทั่งจำเลยพ้นจากตำแหน่งแล้วตลอดถึงขณะที่โจทก์ฟ้องคดีความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ย่อมมีอยู่จริงก่อนแล้วตั้งแต่จำเลยกระทำผิดการเปลี่ยนตัวลูกหนี้และมีการชำระหนี้แล้วภายหลังเป็นเพียงการชำระหนี้ที่ล่าช้าและมิได้เกิดจากการดำเนินการของจำเลยไม่อาจรับฟังเป็นข้อลบล้างความเสียหายและไม่ช่วยให้จำเลยพ้นจากการกระทำผิดนั้นได้
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 1ป.วิ.พ. 249ป.วิ.อ. 15พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 8พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 11
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ ฟ้อง และ แก้ไข คำฟ้อง ว่า โจทก์ เป็น นิติบุคคล ประเภทบริษัท จำกัด มี วัตถุประสงค์ เพื่อ ประกอบการ ธนาคารพาณิชย์ นาย พนัส สิมะเสถียร ประธาน กรรมการ เป็น ผู้มีอำนาจ ลงลายมือชื่อ และ ประทับตรา สำคัญ ของ บริษัท กระทำการ แทน โจทก์ ได้ โจทก์ มี กระทรวงการคลัง ถือ หุ้นเกินกว่า ร้อยละ ห้า สิบ ของ เงินทุน จดทะเบียน โจทก์ จึง เป็น รัฐวิสาหกิจจำเลย เป็น พนักงาน ของ โจทก์ ดำรง ตำแหน่ง กรรมการ ผู้จัดการ ใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2518 ถึง เดือน ธันวาคม 2523 และ ยัง คง เป็น พนักงานของ โจทก์ ใน ตำแหน่ง ดังกล่าว ต่อมา อีก โดย โจทก์ ได้ ทำ สัญญาจ้าง จำเลยตาม สัญญาจ้าง ฉบับ ลงวันที่ 20 มกราคม 2524 มี กำหนด 5 ปี ซึ่ง จำเลยได้ ออกจาก การ เป็น พนักงาน ของ โจทก์ เมื่อ วันที่ 22 มกราคม 2529ระหว่าง จำเลย เป็น พนักงาน ของ โจทก์ ตำแหน่ง กรรมการ ผู้จัดการ ใหญ่จำเลย มีอำนาจ หน้าที่ จัดการ กิจการ และ ทรัพย์สิน ของ โจทก์ โดย มีอำนาจอนุมัติ ให้ สินเชื่อ แก่ ลูกค้า โจทก์ ตาม ประเพณี ปฏิบัติ ของ ธนาคารพาณิชย์พึง กระทำ ตาม ปกติ เช่น การ ให้ กู้ยืม การ เบิกเงินเกินบัญชี การ ให้สินเชื่อ เพื่อ การ ส่ง สินค้า ออก การ ซื้อ ลด ตั๋วเงิน การ เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต การ ทำ สัญญา ทรัสต์รีซีท ฯลฯ ทั้งนี้ การ จัดการของ จำเลย ใน การ อนุมัติ สินเชื่อ ดังกล่าว จำเลย มี หน้าที่ ต้อง ปฏิบัติตาม ระเบียบ ข้อบังคับ และ มติ คณะกรรมการ โจทก์ ซึ่ง จำเลย ทราบ ดี แล้ว ว่าได้ กำหนด ให้ จำเลย มีอำนาจ อนุมัติ สินเชื่อ ให้ แก่ ลูกค้า ของ โจทก์ประเภท การ ให้ กู้เงิน หรือ เบิกเงินเกินบัญชี หรือ ค้ำประกัน เงินกู้ของ ลูกค้า โดย มี หลักทรัพย์ เป็น ประกัน คุ้ม กับ สินเชื่อ ที่ อนุมัติได้ ราย ละ ไม่เกิน 15,000,000 บาท ถ้า มี หลักทรัพย์ เป็น ประกัน ไม่ คุ้มกับ สินเชื่อ หรือ มี เพียง บุคคล ค้ำประกัน แล้ว จำเลย มีอำนาจ อนุมัติได้ ราย ละ ไม่เกิน 5,000,000 บาท และ ใน กรณี สินเชื่อ ไม่มี หลักประกันจำเลย มีอำนาจ อนุมัติ ได้ ราย ละ ไม่เกิน 2,000,000 บาท ส่วน การ อนุมัติให้ สินเชื่อ ประเภท การ ซื้อ ลด ตั๋วเงิน จะ ต้อง เป็น ปกติ การค้า ของธนาคาร ด้วย ตาม มติ คณะกรรมการ โจทก์ ครั้งที่ 198 ลงวันที่ 18 พฤษภาคม2521 เมื่อ ระหว่าง เดือน กันยายน 2525 ถึง เดือน กรกฎาคม 2526เวลา กลางวัน ขณะที่ จำเลย เป็น พนักงาน ของ โจทก์ ตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ ใหญ่ ได้รับ มอบหมาย ให้ จัดการ ทรัพย์สิน ของ โจทก์ ใน ฐานะผู้ มี อาชีพ หรือ ธุรกิจ อัน ย่อม เป็น ที่ ไว้ วางใจ ของ ประชาชน ซึ่ง จำเลยทราบ ว่า ตน มีอำนาจ อนุมัติ สินเชื่อ ให้ ลูกค้า ตาม มติ คณะกรรมการ โจทก์ครั้งที่ 198 อย่าง แจ้งชัด จำเลย ได้ ใช้ อำนาจ ใน หน้าที่ ที่ ดำรง ตำแหน่งดังกล่าว อนุมัติ ให้ บริษัท จี.เอส.พี.ไฟแนนซ์ จำกัด และ บริษัท จี.เอส.พี.อินเตอร์เนชั่นแนลแบงค์ จำกัด ซึ่ง มี ภูมิลำเนา อยู่ ณ ประเทศ ฮ่องกง ยาก แก่ การ ฟ้องร้อง บังคับคดี ได้รับ สินเชื่อ อัน มี ลักษณะ เป็น การกู้ยืมเงิน ไป จาก โจทก์ โดย มี หลักประกัน ไม่ คุ้มสินเชื่อ อันเป็น การ จงใจ ปฏิบัติ หน้าที่ โดยมิชอบ ด้วย เจตนา เพื่อ ให้เกิด ความเสียหาย แก่ โจทก์ และ โดยทุจริต โดย จำเลย ได้ กระทำผิด กฎหมายหลายบท หลายกรรม ต่างกัน คือ เมื่อ วันที่ 15 กันยายน 2525 เวลา กลางวันจำเลย ได้ จัดการ อนุมัติ ให้ บริษัท จี.เอส.พี.ไฟแนนซ์ จำกัด และ บริษัท จี.เอส.พี.อินเตอร์เนชั่นแนลแบงค์ จำกัด ได้รับ สินเชื่อ อัน มี ลักษณะ เป็น การกู้ยืมเงิน ไป จาก โจทก์ สาขา นิวยอร์ค ประเทศ สหรัฐอเมริกา เป็น จำนวนเงิน บริษัท ละ 3,000,000เหรียญ สหรัฐ อเมริกา คิด เป็น เงิน ไทย บริษัท ละ 69,150,000 บาทเมื่อ วันที่ 9 ธันวาคม 2525 เวลา กลางวัน จำเลย ได้ จัดการ อนุมัติให้ บริษัท จี.เอส.พี.อินเตอร์เนชั่นแนลแบงค์ จำกัด ได้รับ สินเชื่อ อัน มี ลักษณะ เป็น การกู้ยืมเงิน ไป จาก โจทก์ สาขา นิวยอร์ค ประเทศ สหรัฐอเมริกา เป็น จำนวนเงิน 12,000,000 เหรียญ สหรัฐ อเมริกา คิด เป็น เงิน ไทย 276,600,000 บาท เมื่อ วันที่ 30 มิถุนายน 2526เวลา กลางวัน จำเลย ได้ จัดการ อนุมัติ ให้ บริษัท จี.เอส.พี.ไฟแนนซ์ จำกัด และ บริษัท จี.เอส.พี.อินเตอร์เนชั่นแนลแบงค์ จำกัด ได้รับ สินเชื่อ อัน มี ลักษณะ เป็น การกู้ยืมเงิน ไป จาก โจทก์สาขา นิวยอร์ค ประเทศ สหรัฐอเมริกา เป็น จำนวนเงิน บริษัท ละ 10,000,000 เหรียญ สหรัฐ อเมริกา คิด เป็น เงิน ไทย บริษัท ละ 230,500,000บาท และ ยัง จัดการ อนุมัติ ให้ บริษัท จี.เอส.พี.อินเตอร์เนชั่นแนลแบงค์ จำกัด ได้รับ สินเชื่อ อัน มี ลักษณะ เป็น การกู้ยืมเงิน ไป จาก โจทก์ สาขา นิวยอร์ค ประเทศ สหรัฐอเมริกา เป็น จำนวนเงิน อีก 5,000,000เหรียญ สหรัฐ อเมริกา คิด เป็น เงิน ไทย 115,250,000 บาท เมื่อ วันที่22 กรกฎาคม 2526 เวลา กลางวัน จำเลย ได้ จัดกา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง