ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2554

ฎีกาที่ 1382/2554

หลักกฎหมาย

แม้ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาจะปรากฏว่า พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มีผลใช้บังคับแล้ว และมิได้มีบทเฉพาะกาลให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีต่อไปก็ตาม แต่เมื่อขณะที่จำเลยยื่นอุทธรณ์และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้นั้น คดียังอยู่ในระหว่างใช้บังคับตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 อยู่ คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะต้องรับไว้พิจารณาพิพากษา

คำพิพากษา (บางส่วน)

กรณีสืบเนื่องมาจากจำเลยจ้างโจทก์ให้ทำการก่อสร้างอาคารสำนักงานของจำเลย ตามสัญญากำหนดว่าหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นให้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย ระหว่างที่โจทก์ทำการก่อสร้าง จำเลยได้ขอให้เปลี่ยนแปลงงานที่ก่อสร้างและมีปัญหาเรื่องจำเลยค้างชำระค่าจ้างและค่าใช้ จ่ายในการก่อสร้างโจทก์จึงได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย จำเลยได้ปฏิเสธไม่ยอมชำระเงินที่โจทก์เรียกร้อง และได้ยื่นคำร้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ โดยอ้างว่าโจทก์ทำงานล่าช้า มีการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการหลายนัด ในที่สุดโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 23 มกราคม 2541 และขอให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวซึ่งอนุญาโตตุลาการได้ชี้ขาดตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น หลังจากอนุญาโตตุลาการชี้ขาดตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว โจทก์ได้ส่งมอบแบบก่อสร้างจริงให้แก่จำเลย ส่วนจำเลยก็ได้คืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารให้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยบ่ายเบี่ยงโต้แย้งว่าแบบก่อสร้างจริงที่โจทก์ส่งมอบให้นั้นไม่ถูกต้องตรงกับที่ก่อสร้าง แม้โจทก์จะแก้ไขแล้วก็ไม่ยอมรับแบบอ้างว่าไม่มีเวลาตรวจสอบ แล้วไม่ยอมจ่ายเงินค่าจ้างก่อสร้างตามที่อนุญาโตตุลาการชี้ขาดขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้างพร้อมภาษีมูลค่าเพิ่มและดอกเบี้ยตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่อนุญาโตตุลาการชี้ขาด จำเลยยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระค่าจ้างจำนวน 6,000,000 บาทแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์โจทก์และจำเลยมิได้ฎีกา ศาลชั้นต้นส่งถ้อยคำสำนวนให้ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2545 จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2545 โจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2545 และให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว แต่ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มีผลใช้บังคับ การอุทธรณ์จึงต้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 วรรคท้าย ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ คดีมีปัญหาที่ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนว่า ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามอุทธรณ์ของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการพ.ศ. 2530 ส่วนมาตรา 2 บัญญัติว่า พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งพระราชบัญญัตินี้ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 119 ตอนที่ 39 ก. เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2545 ดังนั้นพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 จึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 30เมษายน 2545 คดีนี้จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2545 ฉะนั้นในวันที่จำเลยยื่นอุทธรณ์ พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 จึงยังมีผลใช้บังคับแก่คดีนี้อยู่ แม้ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาจะปรากฏว่าพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มีผลใช้บังคับแล้วและตามบทบัญญัติเรื่องที่คู่ความจะอุทธรณ์ต่อศาลใดเป็นบทบัญญัติในเรื่องวิธีพิจารณา ซึ่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มิได้มีบทเฉพาะกาลให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีต่อไปดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก็ตาม แต่เมื่อในขณะที่จำเลยยื่นอุทธรณ์และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้นั้นคดียังอยู่ในระหว่างใช้บังคับตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 อยู่คดีจึงอยู่ในอำนาจที่ศาลอุทธรณ์จะต้องรับไว้พิจารณาพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายคดีอุทธรณ์ของจำเลยจากสารบบความ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตาม เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยโต้แย้งว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ตรงกับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 26 (3) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 และมาตรา 45 (3) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 และคดีได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมแก่คู่ความ ศาลฎีกาเห็น
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1382/2554 · ทนอย Thanoy