ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2553

ฎีกาที่ 13825/2553

หลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2542 และจำเลยได้รับเงินกู้ยืมไปครบถ้วนแล้ว จำเลยให้การว่าจำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินจากโจทก์และไม่เคยได้รับเงินไปจากโจทก์ จำเลยทำสัญญาจำนองที่ดินเพื่อประกันการทำสัญญานายหน้าจัดส่งคนงานไปทำงานที่ไต้หวัน เท่ากับจำเลยให้การว่าสัญญากู้ยืมเงินตามคำฟ้องซึ่งเป็นการยืมใช้สิ้นเปลืองไม่สมบูรณ์ เพราะไม่มีการส่งมอบทรัพย์สินที่ยืมตาม ป.พ.พ. มาตรา 650 จำเลยจึงไม่ต้องห้ามมิให้นำสืบพยานบุคคลว่าสัญญากู้ยืมเงินตามคำฟ้องไม่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 ที่จำเลยให้การและนำสืบพยานบุคคลว่าสัญญาจำนองดังกล่าวเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญานายหน้าส่งคนไปทำงานที่ดินแดนไต้หวันและจำเลยได้ชำระหนี้หมดแล้วนั้น ก็เป็นการนำสืบถึงที่มาแห่งมูลหนี้จำนอง หาใช่การนำสืบพยานบุคคลแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสารอันจะต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 ไม่ และการนำสืบพยานบุคคลว่าจำเลยได้ชำระหนี้ตามสัญญานายหน้าส่งคนไปทำงานที่ต่างประเทศก็มิใช่การนำสืบถึงการใช้เงินกู้ยืมที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา 653 วรรคสอง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 323,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 190,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 10460 ตำบลไพล อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนกว่าจะครบถ้วน จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์และไม่เคยรับเงินไปจากโจทก์ แต่จำเลยทำสัญญาจำนองที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 10460 ตำบลไพล อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เพื่อประกันการทำสัญญานายหน้าจัดส่งคนงานไปทำงานที่ดินแดนไต้หวันและจำเลยได้ชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 323,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 190,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 2 ธันวาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 10460 ตำบลไพล (ประทัดบุ) อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าจะครบถ้วน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2542 โจทก์รับจำนองที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 10460 ตำบลไพล อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เนื้อที่จำนวน 22 ไร่ 1 งาน 91 ตารางวา ของจำเลย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทำสัญญาจำนองที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 10460 เป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้จากโจทก์และยังไม่ได้ชำระหนี้แก่โจทก์ดังที่โจทก์ฎีกา หรือจำเลยทำสัญญาจำนองเป็นประกันค่านายหน้าในการที่โจทก์จัดส่งบุตรจำเลยทั้งสามคนไปทำงานที่ดินแดนไต้หวันและได้ชำระหนี้แก่โจทก์แล้วดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษา โจทก์ฎีกาเป็นข้อแรกว่า หนังสือสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 1 ระบุว่า "ผู้จำนองตกลงจำนองที่ดินทั้งแปลงแก่ผู้รับจำนองเพื่อประกันหนี้กู้ยืมเงินของตนที่ได้กู้ยืมเงินไปจากผู้รับจำนอง และคู่สัญญาตกลงให้ถือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินด้วย..." และในข้อ 3 ระบุว่า "ผู้จำนองได้รับเงินเป็นการเสร็จแล้ว" แต่จำเลยนำสืบพยานบุคคลว่าสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.1 เป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญานายหน้าส่งคนไปทำงานที่ดินแดนไต้หวันและจำเลยได้ชำระหนี้หมดแล้ว เป็นการสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ต้องห้ามมิให้รับฟังพยานบุคคลนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 และจำเลยไม่อาจนำพยานบุคคลมาสืบว่าได้ชำระหนี้หมดแล้วได้ เพราะการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือจะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้กู้ยืมมาแสดง หรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2542 และจำเลยได้รับเงินกู้ยืมไปครบถ้วนแล้ว จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินจากโจทก์และไม่เคยได้รับเงินไปจากโจทก์ เท่ากับจำเลยให้การว่าสัญญากู้ยืมเงินตามคำฟ้องซึ่งเป็นการยืมใช้สิ้นเปลืองไม่สมบูรณ์เพราะไม่มีการส่งมอบทรัพย์สินที่ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 650 จำเลยจึงไม่ต้องห้ามมิให้นำสืบพยานบุคคลว่าสัญญากู้ยืมเงินตามคำฟ้องไม่สมบูรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ดังที่โจทก์ฎีกา ส่วนที่จำเลยให้การและนำสืบพยานบุคคลว่าสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.1 เป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญานายหน้าส่งคนไปทำงานที่ดินแดนไต้หวันและจำเลยได้ชำระหนี้หมดแล้วนั้น ก็เป็นการนำสืบถึงที่มาแห่งมูลหนี้จำนอง หาใช่การนำสืบพยานบุคคลแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสารอันจะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ไม่ และการนำสืบพยานบุคคลว่าจำเลยได้ชำระหนี้ตามสัญญานายหน้าส่งคนไปทำงานที่ต่างประเทศก็มิใช่การนำสืบการใช้เงินกู้ยืมที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา 653 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังที่โจทก์ฎีกา ที่โจทก์ฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทำสัญญาจำนองที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 10460 ในคำฟ้องตามเอกสารหมาย จ.1 เป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้จากโจทก์และยังไม่ได้ชำระหนี้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะมีหนังสือสัญญาจำนองที่ดินลงวันที่ 18 มีนาคม
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง