คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2556
ฎีกาที่ 13853/2556
หลักกฎหมาย
ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรหรือศาลยุติธรรมอื่นให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย เมื่อมีประเด็นดังกล่าวตามคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 2 การที่ศาลภาษีอากรกลางไม่ส่งเรื่องให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยจึงเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ แต่เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้ยกเรื่องกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบขึ้นกล่าวอ้างก่อนศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษา ถือว่าจำเลยที่ 2 ให้สัตยาบันแล้ว จึงไม่มีสิทธิที่จะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ หนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ซึ่งระบุว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชีเป็นเอกสารมหาชน จึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าแท้จริงและถูกต้อง จำเลยที่ 2 อ้างว่ามิได้เป็นผู้ชำระบัญชีเนื่องจากถูกปลอมลายมือชื่อ จำเลยที่ 2 มีหน้าที่นำสืบ เมื่อจำเลยที่ 2 นำสืบเพียงแต่เบิกความลอยๆ จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 และการที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ภาษี กลับไม่กันเงินที่จะนำไปชำระหนี้ภาษี ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีจึงต้องรับผิดในความเสียหายที่โจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้ค่าภาษีและเงินเพิ่ม แต่เงินเพิ่มมิให้เกินกว่าจำนวนภาษีที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระ และไม่เกินกว่าเงินสดคงเหลือที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ในวันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี การที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะผู้ชำระบัญชี จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2547 จึงมีอายุความสองปีนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี แต่โจทก์มีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้นำส่งภาษี ซึ่งถือได้ว่าเป็นการสั่งบังคับตามอำนาจกฎหมายอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (5) ภริยาจำเลยที่ 2 รับหนังสือในวันที่ 31 มีนาคม 2549 อายุความจึงสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่พ้นกำหนด 30 วัน ที่กำหนดให้จำเลยที่ 2 นำเงินค่าภาษีและเงินเพิ่มไปชำระ อายุความจึงเริ่มนับใหม่นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2549 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/15 โจทก์ฟ้องวันที่ 14 มีนาคม 2551 จึงยังไม่พ้นกำหนดสองปี นอกจากนี้ ยังถือว่าโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหาละเมิดด้วย ซึ่งได้ความว่า การดำเนินคดีรายจำเลยที่ 2 นั้น นิติกรประจำสรรพากรภาค 3 จัดทำบันทึกข้อความรวบรวมข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเสนอสรรพากรภาค 3 ที่ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร ซึ่งได้ลงนามในบันทึกข้อความเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2550 กรณีต้องถือว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันดังกล่าว การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจึงยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี อีกทั้งไม่พ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันทำละเมิด ซึ่งคือวันที่ครบกำหนดให้จำเลยที่ 2 นำเงินค่าภาษีไปชำระ คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ ปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรหรือศาลยุติธรรมอื่นไม่ใช่เป็นปัญหาเรื่องอำนาจการพิจารณาคดีของศาล เมื่อจำเลยที่ 4 มิได้กล่าวอ้างปัญหานี้ในระหว่างพิจารณาของศาลภาษีอากร อีกทั้งมิได้โต้แย้งการดำเนินกระบวนพิจารณาแต่อย่างใด จำเลยที่ 4 จึงไม่มีสิทธิยกประเด็นนี้ขึ้นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระภาษีและเงินเพิ่ม 633,370.88 บาท แก่โจทก์และร่วมกันชำระเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษี 386,270.49 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่เงินเพิ่มมิให้เกินกว่าจำนวนภาษีที่ต้องชำระ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๕ ให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ยอมรับว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าภาษีอากรตามฟ้องโจทก์จริง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินค่าภาษีพร้อมเงินเพิ่มจำนวน 633,370.88 บาท และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ของจำนวนเงินค่าภาษีอากรค้างจำนวน 386,270.49 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (14 มีนาคม 2551) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ไม่เกินค่าภาษีอากรที่ต้องชำระ กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา นางจุไรรัตน์ ผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาและเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายแล้วและผู้ร้องมีความประสงค์ขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 3 ผู้มรณะ ศาลฎีกาอนุญาต ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ชื่อว่า บริษัทเพชรชัยศรี จำกัด มีจำเลยที่ 3 ถึงที่ 4 และนายกมล ผู้ตายเป็นกรรมการและผู้ชำระบัญชี นายกมลส่งเอกสารงบดุลของจำเลยที่ 1 ต่อสำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ สำแดงมีกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรร 3,962,704.90 บาท จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี นายกมลผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2992/2549 ตั้งจำเลยที่ 5 เป็นผู้จัดการมรดกของนายกมลผู้ตาย โจทก์มีหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย/นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 19 สิงหาคม 2547 แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และนายกมลผู้ตายในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ประจำเดือนภาษีสิงหาคม 2547 เป็นภาษีจำนวน 396,270.49 บาท เงินเพิ่ม 112,937.08 บาท รวมทั้งสิ้น 509,207.57 บาท เนื่องจากเจ้าพนักงานของโจทก์ได้ตรวจข้อมูลผู้เสียภาษีของจำเลยที่ 1 ณ วันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้ว ไม่ปรากฏมีการหักภาษีเงินได้จากส่วนแบ่งกำไรส่งโจทก์ จำเลยที่ 1 นำเงินมาชำระแก่โจทก์จำนวน 10,000 บาท คงมีภาษีค้าง ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2549 เป็นเงิน 386,270.49 บาท เงินเพิ่ม 112,937.08 บาท รวมทั้งสิ้น 499,207.57 บาท มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีละเมิดต่อศาลภาษีอากรกลางหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า ศาลภาษีอากรกลางไม่ได้วินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีละเมิดต่อศาลภาษีอากรกลางหรือไม่ จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ได้วินิจฉัยไปตามข้อหาที่โจทก์ฟ้องทุกข้อและคำฟ้องของโจทก์เป็นการตั้งข้อหาหรือฐานความผิดตามประมวลรัษฎากรและละเมิด ทั้งคำฟ้องของโจทก์บรรยายให้จำเลยที่ 2 รับผิดเป็นส่วนตัวต่อโจทก์โดยกล่าวหาว่า จำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์ ซึ่งการฟ้องให้ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลภาษีอากรกลาง ศาลภาษีอากรกลางไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัว นั้น ปัญหานี้ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 บัญญัติว่า ศาลภาษีอากรมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งในเรื่องต่อไปนี้ (1) คดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร (2) คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากร (3) คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร (4) คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามข้อผูกพันซึ่งได้ทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากร (5) คดีที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจศาลภาษีอากรและมาตรา 10 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีมีปัญหาว่า คดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรหรือศาลยุติธรรมอื่น ไม่ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในศาลภาษีอากรหรือศาลยุติธรรมอื่น ให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาให้เป็นที่สุด ดังนี้เมื่อจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การว่า คดีของโจทก์ที่ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดฐานละเมิดในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร ย่อมถือว่าเป็นกรณีมีปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง