ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545

ฎีกาที่ 1388/2545

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ใช้ลูกระเบิดฆ่า ศ. อ. และ ส. ผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและพยายามฆ่าบุคคลอื่นอีกหลายคน แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นลักษณะที่จะทำให้ตายโดยใช้อาวุธร้ายแรงมีอำนาจแห่งการทำลายโดยกว้างขวาง มิได้มีการกระทำอันแสดงถึงความโหดร้ายทารุณเป็นพิเศษแต่ประการใด จึงไม่เข้าลักษณะการกระทำโดยทารุณโหดร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(5) แต่การที่จำเลยที่ 1 ใช้ลูกระเบิดในการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานพยายามฆ่าผู้อื่นนั้นยังเป็นความผิดฐานใช้เครื่องกระสุนปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) และมาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80 ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม อีกด้วย โดยความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง กับความผิดฐานใช้เครื่องกระสุนปืนดังกล่าวในการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดหลายบทต้องลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันมีลูกระเบิดจำนวน 1 ลูก ซึ่งเป็นเครื่องกระสุนปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงไว้ในครอบครองอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายโดยจำเลยที่ 1 กับพวกมีเจตนาใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289 และจำเลยที่ 1 กับพวกใช้ลูกระเบิดดังกล่าวฆ่านายศานิตหล่อเกษมศานต์ นายอรุณ สมานมาก และนายสง่า ทรงศรีม่วง โดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยกระทำทารุณโหดร้าย ทั้งเป็นการลงมือฆ่านายขจร จตุรพร อนันตกุล นายวันชัยสุขหฤทัย นายหวน ชมบุญ นายพินิจศักดิ์ เขียววิไล และนายสุเทพ สุขแสวง โดยไตร่ตรองไว้ก่อน และโดยกระทำทารุณโหดร้าย แต่นายขจร นายวันชัย นายหวน นายพินิจศักดิ์และนายสุเทพ ไม่ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลยที่ 1 กับพวก เพียงแต่ได้รับอันตรายแก่กาย และได้รับอันตรายสาหัสโดยป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า20 วัน ทั้งนี้จำเลยที่ 2 ใช้และจ้างวานจำเลยที่ 1 กับพวกให้กระทำความผิดดังกล่าวและเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2535 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนลูกซองสั้นไม่มีหมายเลขทะเบียนจำนวน 1 กระบอก ซึ่งใช้ยิงได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเจ้าพนักงานยึดได้อาวุธปืนลูกซองสั้นเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 84, 91, 288, 289 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 38,55, 72, 74, 78 และริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานางสุพิศ หล่อเกษมศานต์ ภริยานายศานิต หล่อเกษมศานต์ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยกระทำทารุณโหดร้ายและฐานใช้จ้างวานฆ่าผู้อื่น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่อาวุธปืนของกลางไม่มีทะเบียนเป็นทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดจึงให้ริบ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4)(5), 289(5) ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 7, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 78 วรรคหนึ่ง เรียงกระทงลงโทษ ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยกระทำทารุณโหดร้าย และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยกระทำทารุณโหดร้าย เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยกระทำทารุณโหดร้าย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้วางโทษประหารชีวิต ฐานมีเครื่องกระสุนปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวง จำคุก 15 ปี และฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(1) ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยกระทำทารุณโหดร้าย คงจำคุกตลอดชีวิตฐานมีเครื่องกระสุนปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวง จำคุก 10 ปี และฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน เมื่อลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ตลอดชีวิตในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยกระทำทารุณโหดร้ายแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานอื่นมารวมอีกได้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91(3) คงให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งคู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2535 เวลา16.45 นาฬิกา นายสง่า ทรงศรีม่วง ขับรถยนต์แวนหมายเลขทะเบียน ม-1579 สุรินทร์ออกจากสำนักงานเทศบาลเมืองสุรินทร์ โดยมีนายอรุณ สมานมาก และนายศานิตหล่อเกษมศานต์ นั่งไปด้วย ครั้นมาถึงซอยเข้าห้างสรรพสินค้าเพชรเกษมพลาซ่าข้างธนาคารหลวงไทย จำกัด สาขาสุรินทร์ รถยนต์แวนดังกล่าวระเบิดขึ้นเป็นเหตุให้นายศานิต นายอรุณและนายสง่าถึงแก่ความตาย นอกจากนี้นายวันชัย สุขหฤทัย ซึ่งขับรถจักรยานยนต์มีนายพินิจศักดิ์ เขียววิไลนั่งซ้อนท้ายนายหวน ชมบุญ ซึ่งนั่งรถสามล้อรับจ้างกับนายขจร จตุรพรอนันตกุล และนายสุเทพ สุขแสวง รวมทั้งสิ้น 5 คนที่ผ่านมาถึงที่เกิดเหตุได้รับอันตรายแก่กายและอันตรายสาหัส เจ้าพนักงานตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานและกองสรรพาวุธ กรมตำรวจ ร่วมกับพนักงานสอบสวนตรวจสถานที่เกิดเหตุและสภาพรถยนต์แวนดังกล่าวพบว่าคนร้ายนำระเบิดแสวงเครื่องแบบบังคับจุดระเบิดด้วยคลื่นวิทยุไปติดไว้ที่ใต้ท้องรถยนต์แวนดังกล่าวบริเวณด้านขวาใกล้กับส่วนบนของถังน้ำมันตามรายงานการตรวจสถานที่เกิดเหตุพร้อมภาพถ่าย และบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุเพิ่มเติม ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2535 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 1 ตรวจค้นรถยนต์กระบะของจำเลยที่ 1 พบตลับเทปบันทึกเส
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1388/2545 · ทนอย Thanoy