ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546

ฎีกาที่ 1389/2546

หลักกฎหมาย

การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการสาขาของธนาคารจำเลยทำรายการซื้อตั๋วแลกเงินแทนลูกค้า จากนั้นเก็บตั๋วแลกเงินที่ขายให้ลูกค้าไว้แล้วออกสมุดเงินฝากให้แก่ลูกค้าโดยที่ลูกค้ามิได้ฝากเงินไว้กับจำเลย เป็นการฝ่าฝืนต่อระเบียบการทำงานของจำเลยซึ่งให้สาขาออกคู่ฉบับใบลงรับมอบให้ลูกค้าไว้เป็นหลักฐาน อาจเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายได้ เพราะหากลูกค้านำสมุดเงินฝากมาขอเบิกเงินจากจำเลย จำเลยอาจต้องรับผิดจ่ายเงินตามสมุดเงินฝากแก่ลูกค้า แม้จะยังไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยเนื่องจากโจทก์กระทำไปโดยได้รับความยินยอมจากลูกค้าและเพื่อประโยชน์ของจำเลยโดยโจทก์มิได้ทุจริตต่อหน้าที่ ก็ต้องถือว่าการกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของจำเลยอันเป็นกรณีร้ายแรงแล้ว จำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่จำต้องตักเตือนและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(4) อุทธรณ์ของโจทก์ที่อ้างพยานบุคคล พยานเอกสารและเหตุผลต่าง ๆ เพื่อให้ศาลฎีการับฟังว่า พยานหลักฐานจำเลยยังรับฟังไม่ได้ว่าผู้แทนนิติบุคคลไม่ยินยอมให้ใช้ชื่อนิติบุคคลนั้นเป็นผู้ซื้อตั๋วแลกเงินก็ดี จ. เป็นผู้เก็บส่วนต่างของดอกเบี้ยจากการจำหน่ายตั๋วแลกเงินให้แก่ลูกค้าก็ดี ล้วนแต่เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54วรรคหนึ่ง ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยและคณะกรรมการสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนทางวินัยโจทก์แล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า คณะกรรมการที่จำเลยแต่งตั้งขึ้นมิได้มีการสอบสวนทางวินัยและลงโทษโจทก์ จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางซึ่งเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลแรงงานกลางมิได้รับฟังข้อเท็จจริงว่า ท. กับ จ. กระทำการฝ่าฝืนต่อระเบียบหรือคำสั่งของจำเลยและจำเลยอนุมัติให้บุคคลทั้งสองลาออกดังที่โจทก์อ้างมาในอุทธรณ์ อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการเพิ่มเติมข้อเท็จจริงนอกเหนือจากที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมา ถือว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54วรรคหนึ่ง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2522 จำเลยว่าจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างซึ่งโจทก์ก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ตามคำสั่ง ระเบียบและข้อบังคับของจำเลยโดยเคร่งครัดตลอดมา มีประวัติการทำงานดีเด่น ทำให้ได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นตามลำดับจนถึงตำแหน่งผู้จัดการธนาคารจำเลยสาขาศรีสะเกษ ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 35,005 บาท ต่อมาวันที่ 14 กันยายน 2541 จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงาน อ้างว่าโจทก์กระทำผิดวินัยร้ายแรง เนื่องจากปฏิบัติงานฝ่าฝืนข้อบังคับของจำเลยในการจำหน่ายตั๋วแลกเงิน และใช้อำนาจหน้าที่ไม่เหมาะสม ทำให้จำเลยขาดความไว้วางใจโดยจำเลยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า และไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา ทำให้โจทก์ไม่มีโอกาสชี้แจงและนำพยานหลักฐานเข้าหักล้างข้อกล่าวหาของจำเลย ทั้งที่โจทก์ได้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวตามระเบียบคำสั่งและวิธีปฏิบัติของจำเลยทั้งสิ้นเป็นการกระทำโดยสุจริตเพื่อประโยชน์ของจำเลยในการระดมเงินทุน แต่วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการขายตั๋วแลกเงินของจำเลยขัดต่อกฎหมายและคำสั่งของกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ประกอบกับมีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับการขายตั๋วแลกเงินของจำเลยสาขาศรีสะเกษไปยังสำนักงานสรรพากรภาค 9 แต่จำเลยไม่สามารถหาเหตุผลไปหักล้างข้อร้องเรียนดังกล่าวได้ จึงหาเหตุให้โจทก์ออกจากงาน การกระทำของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม หากโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยต่อไปจนครบเกษียณอายุซึ่งเหลืออยู่ถึง 16 ปี ก็จะได้รับเงินค่าตอบแทนการทำงานจากจำเลย 10,017,050 บาท การที่ถูกเลิกจ้างจึงทำให้โจทก์ขาดรายได้จำนวนดังกล่าว และเมื่อโจทก์ทำงานจนครบเกษียณอายุ โจทก์ก็จะมีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอีก 10,886,675 บาท แต่โจทก์ขอคิดค่าเสียหายในสองส่วนนี้เพียง 20,000,000 บาท นอกจากนี้โจทก์ยังมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 70,009.80 บาท กับค่าชดเชย 350,049 บาท จากจำเลยด้วย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 20,000,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 70,009.80 บาท และค่าชดเชยจำนวน 350,049 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย โดยมีวันเริ่มปฏิบัติงาน วันที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงาน และค่าจ้างอัตราสุดท้ายตรงตามฟ้อง ในการปฏิบัติงานโจทก์จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระเบียบและคำสั่งของจำเลยโดยเคร่งครัดและสุจริต การที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงานเพราะโจทก์กระทำผิดระเบียบของจำเลยในการจำหน่ายตั๋วแลกเงิน กล่าวคือโจทก์ได้รวบรวมเงินจากลูกค้าซึ่งเป็นบุคคลธรรมดามาลงทุนซื้อตั๋วแลกเงินในนามนิติบุคคล โดยผู้แทนนิติบุคคลนั้น ๆ ไม่ทราบการกระทำดังกล่าว รวมทั้งมีการใช้ชื่อนิติบุคคลปลอมที่ไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมายมาซื้อตั๋วแลกเงินด้วยและโจทก์ได้มอบสมุดเงินฝากประจำให้ลูกค้าเป็นหลักฐานแทนการซื้อตั๋วแลกเงิน โดยใช้เครื่องพิมพ์ดีดพิมพ์รายละเอียดในสมุดเงินฝากประจำ แทนที่จะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำรายการตามวิธีปฏิบัติของจำเลย เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้จำเลยตรวจพบการกระทำผิด อันเป็นข้อพิรุธแสดงความไม่สุจริตของโจทก์ และโจทก์ทำรายการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของลูกค้าเพื่อซื้อตั๋วแลกเงิน โดยลูกค้าไม่ได้ลงนามในใบถอนเงิน นอกจากนี้โจทก์ยังได้นำส่วนต่างของดอกเบี้ยจากการลงทุนในตั๋วแลกเงินของลูกค้าไปจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากรายอื่น ๆ อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำสั่งของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง และจำเลยได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเกี่ยวกับการกระทำของโจทก์ดังกล่าวโดยชอบแล้ว ผลการสอบสวนปรากฏว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานและเหตุผลเพียงพอที่สามารถหักล้างข้อกล่าวหาของจำเลยได้ คณะกรรมการสอบสวนจึงมีความเห็นว่า การกระทำดังกล่าวของโจทก์เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ไม่เหมาะสมและปฏิบัติงานฝ่าฝืนระเบียบของจำเลยในการจำหน่ายตั๋วแลกเงิน ซึ่งเป็นกรณีร้ายแรงส่งผลให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างมาก ทำให้จำเลยขาดความไว้วางใจโจทก์ จำเลยจึงมีคำสั่งให้ออกจากงาน โดยไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้า การกระทำของจำเลยเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของนายจ้างในการบริหารงานธุรกิจให้เป็นไปโดยเรียบร้อยและเป็นธรรมไม่ได้กลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์ จึงไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแต่อย่างใดซึ่งโจทก์ก็ได้อุทธรณ์คำสั่งเฉพาะโทษทางวินัยเพื่อขอเปลี่ยนโทษให้ออกจากการเป็นพนักงานเป็นขอลาออกเท่านั้น มิได้อุทธรณ์แก้ข้อกล่าวหาว่าไม่ได้กระทำผิด แต่จำเลยพิจารณาแล้วให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ เนื่องจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับและ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1389/2546 · ทนอย Thanoy