ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545

ฎีกาที่ 139/2545

หลักกฎหมาย

ว. และ ห. อยู่กินฉันสามีภริยาที่ประเทศมาเลเซียประมาณ 90 ปีมาแล้ว จึงเป็นสามีภริยาก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม ห. ถึงแก่กรรมเมื่อปี 2484 อันเป็นปีที่ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 แล้ว จึงต้องนำกฎหมายลักษณะผัวเมียมาใช้กับการแบ่งสินสมรส โดยบทที่ 72 กำหนดให้ทรัพย์ที่บิดามารดาหรือญาติฝ่ายหญิงหรือชายให้ไว้ในวันแต่งงานให้เป็นสินเดิมถ้าให้เมื่ออยู่กินเป็นผัวเมียกันแล้วให้เป็นสินสมรส ดังนั้นถ้าได้ทรัพย์มาก่อนปี 2484 ก็ต้องแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยากันตามบทที่ 68 คือ ถ้าชายและหญิงต่างมีสินเดิม ให้คืนสินเดิมแก่แต่ละฝ่าย ส่วนสินสมรสให้แบ่งเป็น 3 ส่วน ชายได้ 2 ส่วนหญิงได้ 1 ส่วน ถ้าต่างฝ่ายไม่มีสินเดิมก็แบ่งสินสมรสแบบเดียวกันแต่ถ้าได้ทรัพย์มาภายหลังจากที่คู่สมรสของตนถึงแก่กรรมไปแล้วทรัพย์ดังกล่าวย่อมไม่ใช่สินสมรสที่จะแบ่งระหว่างสามีภริยาอีกต่อไป เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทได้มาก่อนปี 2484 จึงเป็นสินสมรสที่ต้องแบ่งระหว่างสามีภริยาตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย โดย ว. ได้ 2 ส่วน ห. ได้ 1 ส่วน หลังจากนั้นส่วนของ ว. จึงตกทอดเป็นมรดกที่ ว. มีสิทธิทำพินัยกรรมยกให้แก่จำเลยที่ 1ถึงที่ 3 กับจำเลยร่วมที่ 2 และที่ 3 ได้ ส่วนของ ห. นั้น โจทก์ผู้จัดการมรดกย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ว. ส่งมอบทรัพย์ดังกล่าวแก่โจทก์เพื่อจัดแบ่งให้แก่ทายาทของ ห. โดย ว. หามีสิทธิทำพินัยกรรมยกทรัพย์ส่วนที่มิใช่ของตนให้แก่ทายาทตามพินัยกรรมไม่ ทรัพย์อันเป็นสินสมรสที่ยังไม่ได้แบ่งนั้น โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกมีสิทธิติดตามเอาคืนมาเพื่อจัดการแบ่งแก่ทายาทได้แม้เกิน 10 ปีนับแต่ ห. ถึงแก่กรรม คดีหาขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 ไม่

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางหลีชิด แซ่ตัน จำเลยทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกของนายวีระหรือตันวีหลิม ตัณฑปุตตะหรือแซ่ตัน และเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกของนางหลีชิด เดิมนางหลีชิดเป็นภริยาของนายวีระ มีบุตรด้วยกันรวม 6 คน คือนางตันยกหงอ นางตันยกกลั่น นางตันยกเองนางตันยกเหลียน โจทก์ และนายตันกังไว นายวีระและนางหลีชิดร่วมกันประกอบอาชีพและมีสินสมรส คือ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 12 รายการ คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 409,732,000 บาท ต่อมาวันที่ 20 มกราคม 2484 นางหลีชิดถึงแก่ความตายด้วยอุบัติเหตุรถยนต์ มีทรัพย์มรดกคือสินสมรสดังกล่าว ซึ่งยังไม่ได้แบ่งแยกเป็นส่วนของนางหลีชิด โดยนายวีระสามีเป็นผู้จัดการและแสวงหาประโยชน์ในทรัพย์มรดกของนางหลีชิดตลอดมา จนกระทั่งปี 2514นายวีระถึงแก่ความตาย ก็ยังไม่มีการแบ่งแยกสินสมรสส่วนของนางหลีชิด ปี 2526 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นทายาทของนายวีระกับนางหลีซิวเหลียน แซ่หลี เป็นผู้จัดการมรดกของนายวีระ คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยทั้งสามจึงเข้าครอบครองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้ง 12 รายการ รวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้องและแสวงหาประโยชน์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยมิได้ดำเนินการแบ่งแยกสินสมรสระหว่างนายวีระกับนางหลีชิดออกจากกันและจัดการแบ่งทรัพย์มรดกของนายวีระแต่อย่างไร ต่อมาวันที่ 14กันยายน 2536 ศาลฎีกามีคำพิพากษาตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางหลีชิด โจทก์จึงบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวีระจัดการแบ่งทรัพย์มรดกในส่วนของนางหลีชิดกับส่วนแบ่งดอกผลจากสวนยางพาราปีละ 2,500,000บาท คิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 11 ปี 3 เดือน พร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงินจำนวน 51,855,466 บาท ให้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยทั้งสามจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 251 หมู่ที่ 3ตำบลเบตง จังหวัดยะลา เนื้อที่ 3 งาน 9 เศษ 7 ส่วน 10 ตารางวาที่ดินสวนยางพาราตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)เล่ม 3 หน้า 19 สารบบเล่ม 3 หน้า 2094 หมู่ที่ 5 ตำบลเบตงอำเภอเบตง จังหวัดยะลา เนื้อที่ 2,095 ไร่ ที่ดินสวนยางพาราตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม 3 หน้า 20สารบบเล่ม 3 หน้า เลขที่ 2098 หมู่ที่ 5 ตำบลเบตง อำเภอเบตงจังหวัดยะลา เนื้อที่ 5,500 ไร่ ที่ดินสวนยางพาราตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม 3 หน้า 69 สารบบหน้า 2341 หมู่ที่ 5 ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เนื้อที่2,421 ไร่ ที่ดินสวนยางพาราตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3) เล่ม 19 หน้า 62 สารบบเล่ม-หน้า 3302/2341 หมู่ที่ 5ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เนื้อที่ 1,600 ไร่ ที่ดินสวนยางพาราตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม 19 หน้า 62สารบบ-หน้า 3303/2341 หมู่ที่ 5 ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลาเนื้อที่ 1,281 ไร่ ที่ดินสวนยางพาราตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน(ส.ค.1) เลขที่ 2341 หมู่ที่ 5 ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลาเนื้อที่ 813 ไร่ ที่ดินสวนยางพาราตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน(ส.ค.1) เลขที่ 2340 หมู่ที่ 7 ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลาเนื้อที่ 219 ไร่ ที่ดินสวนยางพาราตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3) เล่ม 3 หน้า 69 หมู่ที่ 6 ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลาเนื้อที่ 94 ไร่ ที่ดินสวนยางพาราตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน(ส.ค.1) เลขที่ 2338 หมู่ที่ 5 ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลาเนื้อที่ 526 ไร่ 2 งาน 2 ตารางวา ที่ดินสวนยางพาราตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 2339 หมู่ที่ 5 ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เนื้อที่ 4,532 ไร่ ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยที่ 1ถึงที่ 3 ไม่สามารถจดทะเบียนโอนให้โจทก์ได้ ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน204,866,050 บาท ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชำระเงินจำนวน 51,855,466บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 28,124,999 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3ร่วมกันชำระเงินให้โจทก์อีกเดือนละ 333,333.33 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้ง12 รายการหรือชดใช้ราคาแทน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะนางหลีชิด แซ่ตัน ถึงแก่ความตายเมื่อปี 2484 และนายวีระตัณฑปุตตะหรือแซ่ตัน ครอบครองทรัพย์ตามฟ้องตลอดมาจนถึงแก่ความตายเมื่อปี 2514 ก่อนที่นายวีระถึงแก่ความตายโจทก์อายุประมาณ 37 ปี บรรลุนิติภาวะแล้วถึง 17 ปี แต่โจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนด 1 ปี หรือ 10 ปี นับแต่นางหลีชิดถึงแก่ความตาย นางหลีชิดไม่ใช่ภริยาของนายวีระ ทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้องไม่ใช่สินสมรสของนางหลีชิดทรัพย์ดังกล่าวนายวีระได้มาหลังปี 2484 ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางลาวัลย์ คงคา ในฐานะผู้จัดการมรด
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 139/2545 · ทนอย Thanoy