คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546
ฎีกาที่ 1390/2546
หลักกฎหมาย
พระราชบัญญัติศุลกากรฯ มาตรา 10 วรรคท้าย บัญญัติว่า "สิทธิในการเรียกร้องขอคืนเงินอากรเพราะเหตุที่ได้เสียไว้เกินจำนวนที่พึงต้องเสียจริง เป็นอันสิ้นไปเมื่อครบกำหนดสองปีนับจากวันที่นำของเข้าหรือส่งของออกแล้วแต่กรณี..." หมายถึง ผู้ที่เสียเงินอากรไว้เกินจำนวนที่ต้องเสีย ต้องยื่นคำร้องขอเงินอากรที่เสียไว้เกินภายใน 2 ปี แต่คดีนี้โจทก์ขอคืนค่าอากรที่ถูกพนักงานเจ้าหน้าที่เรียกเก็บเพิ่มตามมาตรา 112,112 ทวิโดยอ้างว่าโจทก์ไม่ต้องเสียอากรเพิ่มตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์ได้ชำระค่าอากรและเงินเพิ่มตามที่ได้แจ้งการประเมินไปในระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน 2539 ถึงวันที่ 4 ธันวาคม2541 และได้ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2544 ยังไม่พ้น 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ แม้โจทก์จะนำใบส่งสินค้าทั้ง 12 เที่ยวจำนวน 12 ใบขน ซึ่งมีจำนวนเงินแต่ละใบขนแตกต่างกันมาฟ้องรวมเป็นคดีเดียวกันก็ตาม ก็ต้องถือว่าการฟ้องแต่ละใบขนสินค้าหรือแต่ละเที่ยวเป็นข้อหาแยกต่างหากจากกัน สิทธิในการอุทธรณ์จึงต้องพิจารณาตามจำนวนทุนทรัพย์พิพาทตามใบขนสินค้าแต่ละเที่ยว ซึ่งทุนทรัพย์ที่พิพาทในแต่ละใบจะต้องมีทุนทรัพย์เกินกว่า 50,000 บาท จึงจะมีสิทธิอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 25คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกคืนค่าอากรขาเข้าและดอกเบี้ยสำหรับการนำเข้าสินค้ารวม 12 เที่ยวแต่ทุนทรัพย์ที่พิพาทสำหรับใบขนสินค้าขาเข้าเที่ยวที่สอง เที่ยวที่สาม เที่ยวที่แปดเที่ยวที่สิบและเที่ยวที่สิบสอง มีทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเฉพาะตามใบขนสินค้าขาเข้าเที่ยวแรก เที่ยวที่สี่ เที่ยวที่ห้า เที่ยวที่หก เที่ยวที่เจ็ด เที่ยวที่เก้า และเที่ยวที่สิบเอ็ด รวม 7 เที่ยว ซึ่งมีทุนทรัพย์ที่พิพาทแต่ละใบขนสินค้าเกินกว่า 50,000บาท พระราชบัญญัติศุลกากรฯ มาตรา 2 วรรคสิบสอง บัญญัติว่า "ราคาอันแท้จริงในท้องตลาดหรือราคาแห่งของอย่างใดนั้น หมายความว่า ราคาขายส่งเงินสด (ในส่วนของขาเข้าไม่รวมค่าอากร) ซึ่งจะพึงขายของประเภทและชนิดเดียวกันได้โดยไม่ขาดทุนณ เวลา และที่ที่นำของเข้าหรือส่งของออกแล้วแต่กรณี โดยไม่มีการหักทอนหรือลดหย่อนราคาแต่อย่างใด" หมายความว่า ราคาอันแท้จริงในท้องตลาดคือราคาเงินสดที่พึงขายสินค้าได้โดยไม่ขาดทุน ทั้งนี้โดยพิเคราะห์ถึงประเภทของสินค้า ราคาของสินค้าสถานที่นำสินค้าเข้าหรือส่งสินค้าออก เวลาที่ซื้อขายสินค้า และปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลกระทบต่อราคาที่พึงขายได้ ส่วนราคาที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินตามหลักเกณฑ์คำสั่งทั่วไปกรมศุลกากร ประกาศส่วนมาตรฐานพิธีการและราคาและประกาศสำนักมาตรฐานศุลกากรนั้นมิใช่ราคาอันแท้จริงในท้องตลาด แต่เป็นเพียงแนวทางในการคำนวณหาราคาตลาดที่แท้จริงในกรณีไม่ทราบราคาตลาดที่แท้จริงหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่เชื่อว่าราคาสินค้าที่ผู้นำเข้าหรือส่งออกได้สำแดงไว้เท่านั้น ราคาที่ประเมินตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวจึงเป็นการประเมินในกรอบกว้าง ๆ โดยยังมิได้พิเคราะห์ถึงปัจจัยต่าง ๆดังกล่าวข้างต้น เป็นเพียงการคาดคะเนโดยไม่มีหลักฐานมาแสดงว่าราคาท้องตลาดที่แท้จริงในขณะที่โจทก์นำเข้ามานั้นเป็นจำนวนเท่าใด การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ประเมินราคาสินค้าทั้ง 7 เที่ยวเพิ่มขึ้นและเรียกค่าภาษีอากรเพิ่มนั้นเป็นการไม่ชอบ
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 193/30พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 25พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 2พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 10พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 112พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 112 ทวิ
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคล สังกัดกระทรวงการคลังระหว่างเดือนตุลาคม 2537 ถึงเดือนมิถุนายน 2541 โจทก์นำเข้าสินค้าเคมีภัณฑ์ จำนวน12 เที่ยว โดยในชั้นผ่านพิธีการศุลกากรโจทก์สำแดงเสียภาษีตามราคาที่โจทก์ซื้อมาจริงเป็นราคาแท้จริงในท้องตลาดขณะนั้น โจทก์ชำระภาษีแล้ว ต่อมาจำเลยประเมินราคาสินค้าที่โจทก์นำเข้าเพิ่มขึ้นโดยมิได้แจ้งว่าเพิ่มขึ้นเป็นเมตริกตันละเท่าใด เพียงแต่แจ้งให้โจทก์ไปชำระค่าอากรขาเข้าเพิ่มพร้อมกับเงินเพิ่มและภาษีอื่น ๆ เพิ่ม โจทก์นำเงินไปชำระแล้ว การที่จำเลยประเมินราคาเพิ่มและเรียกค่าภาษีอากรเพิ่มดังกล่าวนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะราคาที่ประเมินเพิ่มไม่ใช่ราคาอันแท้จริงในท้องตลาด การที่จำเลยประเมินราคาสินค้าที่โจทก์นำเข้าเพิ่มสูงขึ้นเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 2 วรรคสิบสอง มาตรา 112 ทวิ และมาตรา 14 ราคาที่จำเลยถือเป็นเกณฑ์ประเมินเรียกเก็บภาษีอากรสำหรับสินค้าของโจทก์ที่นำเข้ามิใช่ราคาตามความหมายในพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 มาตรา 9 จำเลยต้องคืนเงินภาษีอากรที่เรียกเก็บไว้โดยไม่ถูกต้องแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ .625ต่อเดือน หรือร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ชำระเพิ่มไว้จนถึงวันฟ้อง ขอให้เพิกถอนการประเมินเรียกเก็บภาษีอากรและเงินเพิ่มเกี่ยวกับการประเมินราคาสินค้าที่โจทก์นำเข้าตามฟ้อง ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 1,150,033.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 916,616.19 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า ราคาสินค้าที่โจทก์สำแดงตามใบขนสินค้าขาเข้าตามฟ้องไม่ใช่ราคาสินค้าอันแท้จริงในท้องตลาด เป็นราคาซื้อขายที่โจทก์กับผู้ขายในต่างประเทศตกลงทำกันขึ้นเพื่อสำแดงต่อจำเลยสำหรับการเสียภาษีอากร ซึ่งต่ำกว่าราคาซื้อขายอันแท้จริงในท้องตลาด จำเลยจึงมีอำนาจประเมินราคาสินค้าใหม่ให้ถูกต้องตามราคาอันแท้จริงในท้องตลาด เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินโดยเทียบเคียงกับราคาสินค้าของผู้นำเข้ารายอื่นรวมทั้งของโจทก์ ซึ่งเคยนำเข้าในระยะเวลาเดียวกันหรือใกล้เคียงกันประกอบกับราคาประกาศสินค้ากองวิเคราะห์ราคา กรมศุลกากรเป็นเกณฑ์ประเมินนอกจากนี้ยังต้องนำปริมาณของสินค้าซึ่งคำนวณตรวจชั่งตวงวัดในขณะที่มีการตรวจปล่อยสินค้ามาคำนวณเป็นราคาสินค้าที่ใช้ประเมินเรียกเก็บภาษีอากรจากโจทก์ โจทก์ฟ้องขอคืนเงินอากรเกินกว่ากำหนด 2 ปี นับแต่วันนำของเข้ามาในราชอาณาจักร ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ โจทก์มิได้โต้แย้งสงวนสิทธิในการขอคืนเงินอากร โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินเรียกเก็บภาษีอากรและเงินเพิ่มเกี่ยวกับการประเมินราคาสินค้าที่โจทก์นำเข้าตามฟ้อง และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 1,150,033.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน916,616.19 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มีนาคม 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ฟ้องขอคืนภาษีอากรคดีนี้เกิน 2 ปี จึงขาดอายุความตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 วรรคท้าย เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 มาตรา 10 วรรคท้าย บัญญัติว่า "สิทธิในการเรียกร้องขอคืนเงินอากรเพราะเหตุที่ได้เสียไว้เกินจำนวนที่พึงต้องเสียจริง เป็นอันสิ้นไปเมื่อครบกำหนดสองปีนับจากวันที่นำของเข้าหรือส่งของออกแล้วแต่กรณี..." หมายถึงผู้ที่เสียเงินอากรไว้เกินจำนวนที่ต้องเสีย ต้องยื่นคำร้องขอเงินอากรที่เสียไว้เกินภายใน 2 ปี แต่คดีนี้โจทก์ขอคืนค่าอากรที่ถูกพนักงานเจ้าหน้าที่เรียกเก็บเพิ่มตามมาตรา 112, 112 ทวิ โดยโจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่ต้องเสียอากรเพิ่มตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมิน ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/30 โจทก์ได้ชำระค่าอากรและเงินเพิ่มตามที่ได้แจ้งการประเมินไปในระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน 2539 ถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2541 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 มีนาคม2544 ยังไม่พ้น 10 ปี ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อสองว่า ราคาสินค้าตามใบขนสินค้าจำนวน 12 เที่ยว ตามฟ้องโจทก์เป็นราคาแท้จริงในท้องตลาดหรือไม่ ในประเด็นปัญหาข้อนี้เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เห็นว่า แม้โจทก์จะนำใบส่งสินค้าทั้ง12 เที่ยวจำนวน 12 ใบขน ซึ่งมีจำนวนเงินแต่ละใบขนแตกต่างกันมาฟ้องรวมเป็นคดีเดียวกันแต่ก็ต้องถือว่าการฟ้องแต่ละใบขนสินค้าหรือแต่ละเที่ยวเป็นข้อหาแยกต่างหากจากกัน สิทธิในการอุทธรณ์จึงต้องพิจารณาตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทตามใบขนสินค้าแต
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง