คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544
ฎีกาที่ 1392/2544
หลักกฎหมาย
โจทก์ปรับปรุงระบบการทำงานแล้วลดจำนวนพนักงานที่ไม่จำเป็นลงรวมทั้งจำเลยซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องด้วย การที่โจทก์เลิกจ้างจำเลยในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลบังคับ เนื่องจากต้องการปรับปรุงระบบการทำงาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการแข่งขันด้านธุรกิจมีความเจริญก้าวหน้าและกำไรมากขึ้นดังกล่าว มิใช่ความจำเป็นที่มิอาจหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขเพื่อให้กิจการดำรงอยู่ต่อไปได้ไม่เข้าข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518มาตรา 123 จึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม แม้โจทก์ได้จ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้แก่จำเลยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและตามข้อบังคับการทำงานครบถ้วนแล้ว ก็เป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างในการเลิกจ้างกรณีปกติมิใช่เป็นการจ่ายค่าเสียหายเนื่องจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมแก่จำเลย
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 13 เป็นลูกจ้างของโจทก์ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม2542 โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 13 กับพวก รวม 6 คน โดยจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าชดเชยพิเศษตามระเบียบข้อบังคับการทำงาน ให้แก่จำเลยที่ 13 กับพวกแล้ว เหตุที่เลิกจ้างจำเลยที่ 13 เนื่องจากเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2541 โจทก์ได้นำเครื่องคอมพิวเตอร์ระบบเอสเอพี มาใช้ในสำนักงานแทนระบบเดิมจึงมีความจำเป็นต้องลดจำนวนพนักงานลง ต่อมาเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542 และวันที่ 1 มีนาคม2542 จำเลยที่ 13 กับพวก รวม 3 คน ได้กล่าวหาโจทก์ต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ว่าการที่โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 13 กับพวกดังกล่าวเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ในฐานะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำวินิจฉัยว่าโจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 13 ผู้เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานของพนักงานบริษัทคอลเกตปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย)จำกัด และเลิกจ้างในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับและจำเลยที่ 13 ไม่ได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ มาตรา 123(1) ถึง (5) การเลิกจ้างดังกล่าวจึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม และมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ 13 ภายใน 10 วัน ตามคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 328 ถึง 330/2542 โจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 13 เนื่องจากโจทก์ต้องการปรับปรุงหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มิใช่เลิกจ้างเพราะเหตุจำเลยที่ 13 เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหรือเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องและข้อเรียกร้องที่สหภาพแรงงานยื่นต่อโจทก์เมื่อวันที่ 12 มกราคม2541 นั้น เป็นข้อเรียกร้องที่เกี่ยวข้องกับพนักงานที่ทำงานในส่วนของโรงงานเท่านั้น จำเลยที่ 13 เป็นพนักงานที่ทำงานประจำสำนักงานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องและไม่มีบทบาทใด ในกระบวนการแรงงานจึงไม่ได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์นอกจากนี้การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ 13 อีกนั้นเป็นการจ่ายซ้ำซ้อน ขอให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 328 ถึง 330/2542 ลงวันที่ 26พฤษภาคม 2542 และหากศาลเห็นว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ก็ขอให้ลดจำนวนค่าเสียหายลงด้วย จำเลยทั้งสิบสามให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 13 สมัครเข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานของพนักงานบริษัทคอลเกตปาล์มโอลีฟ(ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2541สหภาพแรงงานดังกล่าวยื่นข้อเรียกร้องต่อโจทก์ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2541 ต่อมาข้อเรียกร้องดังกล่าวสามารถตกลงกันได้และได้ทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2541 มีผลใช้บังคับ 3 ปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์2541 ถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2544 โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 13 เมื่อวันที่ 1มีนาคม 2542 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 13 เข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานดังกล่าวก่อนที่สหภาพแรงงานจะยื่นข้อเรียกร้องจึงถือว่าจำเลยที่ 13มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องดังกล่าวแล้ว และเป็นการเลิกจ้างในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 13กระทำผิดตามอนุมาตรา 1 ถึงอนุมาตรา 5 ของมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นข้อยกเว้นให้โจทก์สามารถเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยชอบ การเลิกจ้างจำเลยที่ 13 ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมที่โจทก์อ้างว่าเหตุเลิกจ้างจำเลยที่ 13เนื่องจากมีความจำเป็นต้องแข่งขันทางธุรกิจ จึงต้องปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีให้มีความทันสมัย โดยนำเครื่องคอมพิวเตอร์ระบบเอสเอพี มาใช้แทนระบบเดิมนั้นไม่ใช่เหตุผลที่จะหยิบยกมาอ้างเพื่อเลิกจ้างจำเลยที่ 13 ได้ และที่อ้างว่าจำเลยที่ 13 เป็นลูกจ้างประจำสำนักงานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องนั้น รับฟังไม่ได้ เพราะจำเลยที่ 13 เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานก่อนที่สหภาพแรงงานจะยื่นข้อเรียกร้องจึงเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องด้วยตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1062/2525 ที่โจทก์อ้างว่าได้จ่ายค่าชดเชยรวมทั้งเงินส่วนอื่น ๆ ให้แก่จำเลยที่ 13 ตามกฎหมายครบถ้วนแล้ว และไม่ควรจ่ายเงินเพิ่มเพราะการกระทำอันไม่เป็นธรรมอีกนั้นรับฟังไม่ได้ เพราะกรณีนี้เป็นการจ่ายค่าเสียหายจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 จึงเห็นว่าการกระทำของโจทก์เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มาตรา 123 และมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ 13จำนวน 152,885 บาท คำวินิจฉัยของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ชอบด้วยเหตุผลและกฎหมายแล้วไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่ง ขอให้ยกฟ้อง และจำเลยที่ 13ขอให้โจทก์ชด
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง