ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542

ฎีกาที่ 1394/2542

หลักกฎหมาย

การที่จำเลยที่ 3 เป็นล่ามให้จำเลยที่ 6 ในการติดต่อ ซื้อเฮโรอีนของกลาง โดยจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 นั่งเรือหางยาว พร้อมกันไปขึ้นเรือของกลาง เมื่อเรือของกลางแล่นไปใน ทะเลได้ประมาณ 1 ชั่วโมง ได้มีเรือหางยาวนำเฮโรอีนของกลาง บรรจุห่อ พี.วี.ซี.3 ท่อน และใส่กระสอบปุ๋ยนำมาขึ้นเรือ ของกลาง จำเลยที่ 3 กับพวกก็ช่วยกันขนเฮโรอีน ของกลางขึ้นเรือของกลาง จำเลยที่ 6 เป็นชาวไต้หวันมีวิทยุมือถือ 1 เครื่องน่าเชื่อว่ามีไว้เพื่อติดต่อกับพวกในการนำเฮโรอีนออกนอก ราชอาณาจักรไทย และการที่ จ. ผู้ควบคุมเรือของกลางเตรียมเสบียงอาหารไว้รับประทานขณะเดินทางในทะเลเป็นเวลานาน ถึงหนึ่งเดือนและมีน้ำมันโซล่า ถังละประมาณ 200 ลิตร มีจำนวน มากถึง 25 ถัง ทั้งสภาพของเรือเป็นเรือประมงใช้สำหรับหาปลา ในทะเลมิใช่เรือสำหรับใช้ท่องเที่ยว แสดงว่าจำเลยที่ 6 กับ จำเลยที่ 4และพวกเตรียมขนเฮโรอีนของกลางจำนวนมากเดินทาง ออกนอกราชอาณาจักรไทยไปยังเกาะไต้หวันซึ่งเป็นดินแดนที่จำเลยที่ 6 พักพำ นักอยู่หรือประเทศใกล้เคียง ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 6 กับพวกจะจำหน่ายเฮโรอีนให้แก่ลูกค้าภายในประเทศไทย จำเลยที่ 6 กับพวกได้นำเฮโรอีนของกลางบรรทุกในเรือและอยู่ในระหว่างการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรแต่ยัง ไม่พ้นน่านน้ำไทย จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 4 และที่ 6 กับพวกร่วมกัน พยายามส่งเฮโรอีนของกลางออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวก ในการที่จำเลยที่ 4 และที่ 6 กับพวกกระทำความผิดดังกล่าว ก่อนหรือขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานเป็น ผู้สนับสนุน จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 แต่ตามมาตรา 6(1) แห่งพระราชบัญญัติ มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 เป็นกฎหมายพิเศษ ซึ่งกำหนดโทษให้ผู้สนับสนุนหรือ ช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิดต้องระวางโทษ เช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น บทบัญญัติตาม มาตรา 6(1) จึงเป็นกฎหมายที่เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 3 อันมีผลทำให้ จำเลยที่ 3 ต้องได้รับโทษสูงขึ้นกว่าการเป็นผู้สนับสนุน โดยทั่วไป จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด แม้โจทก์จะอ้างว่า จำเลยที่ 3 เป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยอื่น แต่โจทก์ก็มิได้อ้างมาตรา 6(1) ตามกฎหมายดังกล่าวมาในคำขอ ท้ายฟ้อง ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษตามบทบัญญัติ มาตราดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ ดังนั้น หาใช่ต้องปรับบทลงโทษจำเลยที่ 3 ตามมาตรา 6(1) แห่งพระราชบัญญัติ มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ ด้วยไม่

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งหกกับพวกอีก 2 คน มีเฮโรอีน จำนวน 318 ก้อน น้ำหนัก 112,838 กรัม ปริมาณสารบริสุทธิ์ หนัก 96,250 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยทั้งหกกับพวกได้ร่วมกันพยายามส่งเฮโรอีนจำนวนดังกล่าวออกนอกราชอาณาจักรไทยเพื่อจำหน่ายโดยทางเรือ ไปยังเขตบริหารพิเศษฮ่องกง และจำเลยที่ 6 ได้นำเข้ามาในราชอาณาจักรไทยและใช้วิทยุมือถือจำนวน 1 เครื่อง โดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งหกได้พร้อมเฮโรอีนที่จำเลยทั้งหกร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ถุงปุ๋ย 6 ถุง ท่อ พี.วี.ซี. 3 ท่อน เรือประมง 1 ลำ พร้อมอุปกรณ์การเดินเรือที่จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้และมีไว้เพื่อใช้กระทำความผิดเป็นของกลาง และวิทยุมือถือ 1 เครื่อง ที่จำเลยที่ 6 นำเข้ามาในราชอาณาจักรไทยและใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8,15, 65, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 6, 22, 23 ขอให้ริบของกลางทั้งหมดโดยเฉพาะวิทยุมือถือขอให้ริบเพื่อให้ไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ให้การปฏิเสธส่วนจำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสอง ให้ลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(2) จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 50 ปี จำเลยที่ 6 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสอง และตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 6, 23 ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลงโทษประหารชีวิต ฐานนำเข้าและใช้เครื่องมือวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 1 ปี จำเลยที่ 6 เคยให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ในความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้จำคุกตลอดชีวิต ความผิดฐานนำเข้าและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้จำคุก 8 เดือน เมื่อรวมโทษทั้งสองกระทงแล้ว ให้จำคุกจำเลยที่ 6 ไว้ตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) ริบของกลางทั้งหมด ข้อหาอื่นให้ยก ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 โจทก์และจำเลยที่ 6 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 4 และที่ 6 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง,66 วรรคสอง, 65 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 65 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 86 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 6 (ที่ถูกมาตรา 6(1)) 7 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทลงโทษบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานพยายามส่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ลงโทษจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ประหารชีวิต ลดโทษให้จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 6 หนึ่งในสามลดโทษให้จำเลยที่ 4 กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(1)(2) คงลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 6 จำคุกตลอดชีวิตลงโทษจำเลยที่ 4 จำคุก 50 ปีริบวิทยุมือถือของกลาง เพื่อให้ไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2536 เวลา 9.30 นาฬิกา พลตำรวจเอกประทิน สันติประภพ ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการขนยาเสพติดให้โทษเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรไทยทางเรือ จึงได้ขอความร่วมมือไปยังพลเรือโทอุฬาร มงคลนาวิน ผู้บัญชาการกองเรือภาคที่ 2 ช่วยจับกุม ต่อมาวันที่ 29 พฤษภาคม 2536 เวลาประมาณ 21.30 นาฬิกา เรือ ต.14 ซึ่งมีเรือเอกพิชัย ล้อชูสกุลเป็นผู้บังคับการเรือได้ทำการตรวจค้นเรือประมงชื่อขุนสมุทรนาวี ขณะที่แล่นอยู่ในน่านน้ำไทย พบว่าจำเลยทั้งหกคดีนี้อยู่บ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1394/2542 · ทนอย Thanoy