ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2548

ฎีกาที่ 1394/2548

หลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องสรุปได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดในความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดขึ้นแก่โจทก์ในระหว่างทำงานให้แก่โจทก์อย่างลูกหนี้ร่วมระหว่างที่จำเลยที่ 1 ทำงานให้แก่โจทก์ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หลายครั้ง โดยบรรยายรายละเอียดว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำความเสียหายเมื่อใด อย่างไร จำนวนเท่าใด พร้อมทั้งมีเอกสารแนบมาท้ายฟ้อง จึงเป็นคำฟ้องที่ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม โจทก์ฟ้องว่าโจทก์มอบอำนาจให้ ส. ฟ้องคดีแทนโจทก์ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้อง จำเลยที่ 2 มิได้ให้การปฏิเสธว่าใบมอบอำนาจดังกล่าวไม่ใช่ใบมอบอำนาจที่แท้จริง และศาลแรงงานกลางก็ไม่มีเหตุสงสัยว่า ไม่ใช่ใบอำนาจอันแท้จริงจึงเท่ากับจำเลยที่ 2 รับว่า ส. เป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 ประกอบมาตรา 47 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง การที่ลูกจ้างยักยอกเงินของนายจ้างนอกจากเป็นการกระทำละเมิดต่อนายจ้างยังเป็นการกระทำที่ผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วย ซึ่งการที่นายจ้างฟ้องเรียกให้ลูกจ้างชดใช้ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงาน ไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์มอบอำนาจให้นายสมยศ เปาลานวัติ เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนเมื่อประมาณวันที่ 4 กันยายน 2538 จำเลยที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ ในขณะนั้นใช้ชื่อว่า บริษัทเซ็นทรัลอิเล็คทรอนิคส์แอนลีสซิ่ง จำกัด ในตำแหน่งพนักงานขายและเก็บเงิน ประจำสาขาปากพนัง ต่อมาประมาณวันที่ 20 กรกฎาคม 2539 ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการสาขาปากพนัง มีหน้าที่ขายและควบคุมการขายสินค้า เก็บเงินและควบคุมการเก็บเงินของพนักงานขายรวบรวมเงินส่งให้โจทก์ จัดทำรายงานการขายและเก็บเงินส่งให้โจทก์จัดทำสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน ในการทำงานของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันรับรองความเสียหาย โดยยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ทำงานได้กระทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหลายครั้งหลายอย่างด้วยกัน กล่าวคือจำเลยที่ 1 เบิกสินค้าของโจทก์ อ้างว่าจะนำไปจำหน่าย แต่ไม่ได้จำหน่ายรวมสินค้า 7 รายการ รวมราคา 69,850 บาท โดยจำเลยที่ 1 ไม่นำสินค้าดังกล่าวส่งคืนโจทก์ กลับเบียดบังเอาไปเป็นประโยชน์ส่วนตน เป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ 1 เก็บเงินค่าเช่าซื้อสินค้ามาจากลูกหนี้ที่เช่าซื้อจำนวน 14 ราย โดยไม่ออกใบเสร็จรับเงินของโจทก์ให้ลูกค้าและไม่นำเงินที่เก็บได้ส่งโจทก์ กลับเบียดบังเอาไปเป็นประโยชน์ส่วนตน ทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงิน 103,090 บาท จำเลยที่ 1 เก็บเงินค่าเช่าซื้อสินค้า โดยเก็บเงินปิดบัญชีมาหมดแล้ว เป็นจำนวนลูกค้า 23 ราย รวมเป็นจำนวนเงิน 167,000 บาท โดยไม่นำเงินที่เก็บได้ส่งโจทก์ กลับเบียดบังไปเป็นประโยชน์ส่วนตน เป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย รวมเป็นจำนวนสินค้า 13 รายการ เป็นเงิน 160,575 บาท จำเลยที่ 1 ได้ขายสินค้าของโจทก์ให้แก่ลูกค้าโดยวิธีเช่าซื้อรวมจำนวนสินค้า 3 รายการ แต่ลูกค้ายืนยันว่าไม่ได้ซื้อสินค้าและไม่ได้เป็นผู้ค้ำประกันสินค้าดังกล่าว และจำเลยที่ 1 ได้ซื้อสินค้าของโจทก์ไป 1 รายการ โดยสินค้าทั้ง 4 รายการ โจทก์ได้รับชำระราคาสินค้าบางส่วน ส่วนที่เหลือรวมจำนวน 52,550 บาท โจทก์ยังไม่ได้รับชำระราคา จำเลยที่ 1 ยึดสินค้าคืนมาจากลูกค้าที่เช่าซื้อสินค้าของโจทก์รวมสินค้า 2 รายการ โดยโจทก์ได้รับชำระราคาสินค้าบางส่วน ส่วนที่เหลือรวมราคา 21,990 บาท โจทก์ยังไม่ได้รับชำระราคา จำเลยที่ 1 ไม่นำสินค้าที่ยึดคืนส่งโจทก์กลับเบียดบังเป็นประโยชน์ตน ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ 1 ได้เก็บรวบรวมเงินค่าสินค้าและค่าเช่าซื้อสินค้ามาจากพนักงานขายในสาขาจำนวน 6 งวด เป็นเงิน 504,940 บาท แต่จำเลยที่ 1 ส่งเงินให้โจทก์ 110,000 บาท ยังขาดอยู่จำนวน 394,940 บาท จำเลยที่ 1 เบียดบังเอาเป็นประโยชน์ตนโจทก์แจ้งความดำเนินคดีอาญาต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอปากพนัง ในข้อหายักยอก และพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลจังหวัดปากพนัง ในส่วนที่จำเลยที่ 1 ส่งเงินขาดตามรายการส่งเงินขาดเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 11 ลำดับที่ 1 - 4 รวมเป็นจำนวนเงินขาด 183,292 บาท ส่วนรายการส่งเงินขาดลำดับที่ 5 และ 6 โจทก์ไม่ได้แจ้งความ ศาลจังหวัดปากพนังมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 1371/2541 จำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 6 เดือน และให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินจำนวน 167,292 บาท แก่โจทก์ จึงให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินให้โจทก์เฉพาะลำดับที่ 5 และ 6 รวมเป็น 211,648 บาท แต่ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้เงินขาดให้โจทก์เพียง 378,940 บาท รวมค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์อีกจำนวน 786,703 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้เงินให้โจทก์จำนวน 953,995 บาท โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันและแทนกันชดใช้เงินจำนวน 786,703 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ชดใช้เงินจำนวน 167,292 บาท โดยร่วมกับจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 167,292 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ขาดนัด จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ใช้สิทธิในการฟ้องโดยไม่สุจริตกล่าวคือจำเลยที่ 2 ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ถูกเลิกจ้างเมื่อประมาณกลางปี 2540 และถูกดำเนินคดีอาญาต่อศาลจังหวัดปากพนังตามคดีหมายเลขดำที่ 824/2540 คดีหมายเลขแดงที่ 1371/2541 แต่โจทก์กลับมิได้เร่งรัดเรียกหนี้จากจำเลยที่ 1 ในทางแพ่ง มิได้แจ้งถึงความเสียหายหรือเหตุละเมิดที่จำเลยที่ 1 ก่อให้จำเลยที่ 2 ทราบ ปล่อยให้ระยะเวลาช้าออกไปโดยไม่มีเหตุอันสมควรเป็นเวลาหลายปีเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมและเอาเปรียบจำเลยที่ 2 จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตขัดต่อกฎหมาย จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิด ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่เคลือบคลุมเพราะไม่ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1394/2548 · ทนอย Thanoy