ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2555

ฎีกาที่ 13973/2555

หลักกฎหมาย

การกระทำที่มีลักษณะเป็นแต่เพียงการแบ่งบรรจุอย่างเช่นการนำเมทแอมเฟตามีนไปแบ่งย่อย หรือแยกจำนวนเพื่อบรรจุใส่ลงในหลอดกาแฟ ลักษณะของการกระทำความผิดดังกล่าว แม้จะถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ทำให้ยาเสพติดให้โทษแพร่ระบาดได้ง่ายยิ่งขึ้นและนับว่าเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมอีกลักษณะหนึ่งก็ตาม แต่ความร้ายแรงของการกระทำความผิดเช่นว่านี้ก็ไม่อาจเทียบเท่าได้กับการกระทำความผิดอันมีลักษณะเป็นการผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยสภาพ กฎหมายจึงบัญญัติบทกำหนดโทษสำหรับการผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุไว้เป็นกรณีเฉพาะตาม มาตรา 65 วรรคสาม และวรรคสี่ อันเป็นการกำหนดโทษเป็นสัดส่วนตามสภาพความร้ายแรงของอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมและลักษณะความร้ายแรงของการกระทำความผิด เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีน 3 หลอด หลอดละ 10 เม็ด แต่เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยแบ่งบรรจุมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ หรือมีน้ำหนักสุทธิเท่าใด และมิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่า การที่จำเลยแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด ใส่หลอดกาแฟเป็นการทำขึ้นซึ่งโดยปกติสำหรับการใช้เสพหนึ่งครั้ง จึงไม่อาจเข้าใจได้ว่าเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด ที่บรรจุในหลอดกาแฟหนึ่งหลอดดังกล่าวเป็น "หน่วยการใช้" ตามความหมายของมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า การที่จำเลยแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด จำนวน 3 หลอด เป็นการผลิตโดยแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณ 30 หน่วยการใช้ อันจะถือว่าจำเลยได้ผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยการแบ่งบรรจุจำนวนหน่วยการใช้เกินปริมาณที่กำหนดตามมาตรา 15 วรรคสาม จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสาม และเมื่อได้ความว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่มีลักษณะการบรรจุอย่างเดียวกันกับที่แบ่งบรรจุให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยการแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่ายตามมาตรา 65 วรรคสี่

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 65, 66, 100/1 และ 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และ 91 ริบของกลาง และคืนธนบัตรของกลางจำนวน 2,300 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 65 วรรคสอง มาตรา 66 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบมาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2)) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 12 ปี และปรับ 1,200,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 4 ปี ฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ให้ประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และปรับ 600,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 ปี ฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ให้จำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (2) เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 600,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ริบของกลาง และคืนธนบัตรจำนวน 2,300 บาท ของกลางที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 10 ปี และปรับ 600,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 5 ปี และปรับ 300,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 7 ปี และปรับ 300,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยพร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 219 เม็ด น้ำหนัก 19.71 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 6.207 กรัม หลอดกาแฟ สก็อตซ์เทป และกรรไกรเป็นของกลาง จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปในราคา 2,300 บาท โดยจำเลยได้แบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางใส่หลอดกาแฟไว้จำนวน 3 หลอด หลอดละ 10 เม็ด และรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวเป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า พฤติการณ์ที่จำเลยแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนใส่หลอดกาแฟเป็นพฤติการณ์ที่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคม อันเป็นบ่อเกิดแห่งยาเสพติดให้โทษและทำให้ยาเสพติดให้โทษแพร่หลาย ยากแก่การที่จะปราบปรามให้หมดสิ้นเฉกเช่นเดียวกับการเพาะ ปลูก ทำผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป และสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ถือว่าจำเลยกระทำความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 แล้วนั้น ในข้อนี้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 บัญญัติคำจำกัดความของคำว่า "ผลิต" ว่าให้หมายความถึง "เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และให้หมายความรวมตลอดถึงการแบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุด้วย" ศาลฎีกาเห็นว่า แม้กฎหมายจะบัญญัติว่าการผลิตให้หมายความรวมตลอดถึงการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุด้วยก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงอัตราโทษในความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 ที่ได้มีการแก้ไขโดยมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ซึ่งมีเหตุผลในการบัญญัติแก้ไขว่าเพื่อปรับปรุงบทกำหนดโทษให้ลดหลั่นกันตามความร้ายแรงของการกระทำความผิดแล้ว จึงทำให้เห็นได้ว่าการกำหนดอัตราโทษในความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 นั้น นอกจากกฎหมายจะคำนึงถึงความร้ายแรงของอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมแล้ว กฎหมายยังคำนึงถึงความร้ายแรงของลักษณะของการกระทำความผิดประกอบด้วย โดยกำหนดให้การกระทำที่เป็นการผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยสภาพ อันมีลักษณะเห็นชัดเจนว่าเป็นการก่อให้เกิด ประสมหรือประกอบ หรือแปรลักษณะทางวัตถุให้เกิดมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ขึ้น อย่างการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ทำให้เกิดอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรง เพราะเป็น
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13973/2555 · ทนอย Thanoy