ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2557

ฎีกาที่ 14023/2557

หลักกฎหมาย

แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ มาตรา 44/1 ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น แต่คดีในส่วนอาญาได้มีคำพิพากษาอันถึงที่สุดไปก่อนแล้วจึงมีการพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งในภายหลัง เช่นนี้ปัญหาว่าผู้ร้องมีส่วนประมาทด้วยมีผลทำให้ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 หรือไม่ จึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญา แต่เป็นข้อเท็จจริงที่ได้จากการพิจารณาในคดีส่วนแพ่ง การที่ผู้ร้องมีส่วนประมาทซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 ศาลต้องพิเคราะห์พฤติการณ์ว่าฝ่ายใดเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไรนั้น มิได้ทำให้ความเป็นผู้เสียหายของผู้ร้องในอันที่เรียกเอาค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ที่ยื่นไว้ในคดีส่วนอาญาซึ่งถึงที่สุดแล้วสูญสิ้นไปแต่อย่างใด ผู้ร้องยังมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลยได้ตามบทบัญญัติดังกล่าวทุกประการ เพียงแต่จะเรียกได้มากน้อยเท่าใดขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ว่าผู้ร้องกับจำเลยฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายยิ่งหย่อนกว่ากันเท่านั้น ดังนั้น ที่จำเลยอ้างว่าผู้ร้องประมาทด้วยจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยและไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจึงฟังไม่ขึ้น

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (3), 57 (15), 61, 148, 151, 157 จำเลยให้การรับสารภาพ ระหว่างพิจารณา นายเดช ผู้เสียหายโดยนางสาวมนัสนันท์ บุตรยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 902,137.09 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาในคดีส่วนอาญาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา43 (3), 57 (15), 61, 148, 151 และ 157 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 6,000 บาทฐานขับรถกีดขวางการจราจร ปรับ 1,000 บาท ฐานจอดรถกีดขวางการจราจร ปรับ 500 บาท ฐานจอดรถไม่เปิดไฟ ปรับ 500 บาท รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 8,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี คุมความประพฤติของจำเลย 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเวลาที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร ให้จำเลยร่วมทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 12 ชั่วโมงและอบรมกฎจราจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้จำเลยยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาในคดีส่วนแพ่งให้จำเลยชำระเงิน 417,830 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าธรรมเนียมศาลตามกฎหมายมิให้เรียกจากผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมจึงเป็นพับ จำเลยอุทธรณ์เฉพาะคดีส่วนแพ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้องทั้งสิ้น 300,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การฟังว่าผู้ร้องมีส่วนประมาทด้วยนั้น มีผลทำให้ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงไม่มีสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 หรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นแต่คดีในส่วนอาญาได้มีคำพิพากษาอันถึงที่สุดไปก่อนแล้วจึงมีการพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งในภายหลัง เช่นนี้ปัญหาว่าผู้ร้องมีส่วนประมาทด้วยมีผลทำให้ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 หรือไม่ จึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญา แต่เป็นข้อเท็จจริงที่ได้จากการพิจารณาในคดีส่วนแพ่ง การที่ผู้ร้องมีส่วนประมาทซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 ศาลต้องพิเคราะห์พฤติการณ์ว่าฝ่ายใดเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไรนั้น มิได้ทำให้ความเป็นผู้เสียหายของผู้ร้องในอันที่เรียกเอาค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ที่ยื่นไว้ในคดีส่วนอาญาซึ่งถึงที่สุดแล้วสูญสิ้นไปแต่อย่างใด ผู้ร้องยังมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลยได้ตามบทบัญญัติดังกล่าวทุกประการ เพียงแต่จะเรียกได้มากน้อยเท่าใดขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ว่าผู้ร้องกับจำเลยฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายยิ่งหย่อนกว่ากันเท่านั้น ดังนั้นที่จำเลยอ้างว่าผู้ร้องประมาทด้วยจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยและไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจึงฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมามีว่า ระหว่างผู้ร้องกับจำเลยฝ่ายใดมีส่วนประมาทมากน้อยกว่ากัน เห็นว่า การจอดรถยนต์บรรทุกหกล้ออยู่ริมถนนคร่อมเส้นแบ่งไหล่ทางของจำเลยเช่นนั้น แม้ฟังว่าเป็นการกระทำโดยประมาทแต่หากผู้ร้องมีสติและขับรถด้วยความระมัดระวังตามวิสัยของผู้ขับรถจักรยานยนต์ทั่ว ๆ ไปจะพึงมี ผู้ร้องก็น่าจะมองเห็นรถยนต์บรรทุกหกล้อที่จอดอยู่และขับหลีกเลี่ยงผ่านไปได้เพราะบริเวณที่เกิดเหตุเป็นถนนในชนบทที่ไม่มีรถพลุกพล่านและเป็นทางเรียบตรง ฉะนั้นความเสียหายในครั้งนี้จึงฟังได้ว่าเกิดจากความประมาทของผู้ร้องมากกว่า ซึ่งเมื่อพิจารณาคำเบิกความของพยานจำเลยทั้งสี่ปากซึ่งต่างเบิกความว่าได้กลิ่นสุราจากผู้ร้องตอนที่พยานช่วยกันนำผู้ร้องส่งโรงพยาบาลประกอบกับข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของจำเลยที่ว่า จำเลยเพิ่งขับรถยนต์บรรทุกหกล้อขึ้นมาจอดริมถนนได้เพียง 10 นาที เ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14023/2557 · ทนอย Thanoy