คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558
ฎีกาที่ 14062/2558
หลักกฎหมาย
แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งเก้าร่วมกันออกข้อกำหนดเพื่อกลั่นแกล้งโจทก์หรือผู้หนึ่งผู้ใดให้ได้รับความเสียหาย แต่การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า การที่จำเลยทั้งเก้าออกข้อกำหนดเพื่อให้จำเลยทั้งเก้ามีอำนาจอนุมัติหรือไม่อนุมัติให้บุคคลใดย้ายตามอำเภอใจของจำเลยทั้งเก้า เป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยทั้งเก้ากระทำไปเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือผู้อื่น ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดองค์ประกอบของความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 83 และนับโทษจำเลยทั้งเก้าต่อจากโทษของจำเลยทั้งเก้าในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1161/2551 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งเก้าให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 9มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 2,000 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 9 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ส่วนคำขอให้นับโทษต่อจากคดีอื่นนั้นให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 9 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1และที่ 3 ถึงที่ 9 ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาสำหรับจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์รับราชการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนระดับ 8 โรงเรียนแม่ทาวิทยาคม อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ซึ่งสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 และเป็นผู้บังคับบัญชาของโจทก์กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 จำเลยทั้งเก้า เป็นคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นประธานอนุกรรมการ ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 9 เป็นอนุกรรมการ จำเลยทั้งเก้าเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 มีหน้าที่บริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่รับราชการอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2549 คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วทั้งประเทศแล้วแจ้งให้จำเลยทั้งเก้าทราบ วันที่ 31 กรกฎาคม 2549 จำเลยทั้งเก้ากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาลำพูนเขต 1 แล้วแจ้งให้โจทก์กับข้าราชการในสังกัดทราบและถือปฏิบัติ หลังจากนั้นโจทก์ยื่นเรื่องราวขอย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ลำพูน เนื่องจากผู้อำนวยการคนเดิมเกษียณอายุราชการเป็นเหตุให้มีตำแหน่งว่างลง แต่โจทก์ไม่ได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายตามความประสงค์ ในช่วงเวลานั้นมีผู้บริหารสถานศึกษาหลายแห่งในเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 หลายคนมีหนังสือร้องเรียนไปยังเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาว่า อนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 ได้กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากำหนด ขอให้คณะกรรมการกำชับให้อนุกรรมการชุดดังกล่าวปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากำหนดด้วย ในที่สุดเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีหนังสือลงวันที่ 29 ธันวาคม 2549 ซักซ้อมความเข้าใจไปยังผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตว่า ตามที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาไว้อย่างชัดเจนแล้ว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ปฏิบัติตามให้เป็นแนวทางเดียวกัน อนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเขตพื้นที่การศึกษา หรืออนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาแต่งตั้งขึ้นไม่มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้เอง แต่จะสามารถกำหนดรายละเอียดได้เท่าที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามอบหมายให้ทำได้เท่านั้น โจทก์เห็นว่าการที่จำเลยทั้งเก้ากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาซ้อนกับหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากำหนดไว้ย่อมเป็นการไม่ชอบ ทั้งเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งเก้าเป็นคดีนี้ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกว่า ฟ้องของโจทก์ขาดองค์ประกอบของความผิดตามประมวลกฎหม
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง