ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2534

ฎีกาที่ 141/2534

หลักกฎหมาย

คำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ไม่มีงานทำและไม่มีรายได้เลี้ยงดูครอบครัวและมีคำขอให้จำเลยจ่ายค่าจ้างในระหว่างที่โจทก์ถูกเลิกจ้างจนถึงวันที่จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน โดยถือเสมือนว่ามิได้มีการเลิกจ้าง คำขอของโจทก์ถือได้ว่าโจทก์เรียกร้องค่าเสียหายที่ขาดประโยชน์ในระหว่างที่ ถูกเลิกจ้างโดยถืออัตราค่าจ้างเป็นเกณฑ์ในการกำหนดค่าเสียหาย นั่นเอง มาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและ วิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 เป็นบทบัญญัติในทางวิธีสบัญญัติ ที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจพิจารณาพิพากษาได้เมื่อปรากฏข้อเท็จจริง ในทางพิจารณา ว่าการเลิกจ้างลูกจ้างนั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ข้อความที่บัญญัติไว้ก็ปรากฏชัดแจ้งว่า ในระหว่างการพิจารณาคดี ใน กรณี นายจ้าง เลิกจ้างลูกจ้าง เช่น ลูกจ้างฟ้องเรียกค่าชดเชย ถ้า ศาลแรงงาน เห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดียังปรากฏว่าเป็นการเลิกจ้าง ไม่เป็นธรรมอีกด้วย ศาลแรงงานก็มี อำนาจพิพากษาให้นายจ้างรับลูกจ้าง กลับเข้าทำงานหรือชดใช้ค่าเสียหาย จึงเป็นบทบัญญัติพิเศษที่ให้อำนาจ ศาลแรงงานที่จะหยิบยกเอาการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมขึ้นวินิจฉัยเอง โดยลูกจ้างมิได้ฟ้องเป็น ประเด็นมาโดยตรง ดังนั้นเมื่อศาลแรงงาน ใช้อำนาจตาม มาตรา49 ศาลแรงงานคงมีอำนาจพิพากษาให้นายจ้าง รับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน หรือชดใช้ค่าเสียหายตามที่กฎหมายให้อำนาจ ไว้ เท่านั้น จะพิพากษาให้นายจ้างชดใช้ค่าเสียหายในระหว่าง ถูกเลิกจ้างจนรับกลับเข้าทำงานไม่ได้ เพราะมาตรา 49 ไม่ได้ให้ อำนาจไว้ แต่คดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องมาโดยชัดแจ้งว่า จำเลยเลิกจ้าง โจทก์โดยไม่ชอบ ด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยชดใช้ค่าจ้าง ใน ระหว่าง ถูกเลิกจ้างจนกว่าจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานซึ่งเป็น กรณี ที่ โจทก์ตั้งประเด็นข้อพิพาทมาโดยตรงว่า จำเลยผู้เป็นนายจ้าง ได้ ปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแรงงาน กลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์โดยมิชอบ ด้วย กฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายที่ไม่ได้รับค่าจ้างตาม สัญญาจ้างแรงงาน ตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ เป็นการขอให้ ศาลแรงงาน พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะจ้างแรงงาน ซึ่งไม่มี กฎหมาย ห้ามมิให้โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายในกรณีดังกล่าว โจทก์ จึง มีสิทธิ ฟ้อง เรียกค่าเสียหายส่วนนี้จากจำเลยได้ แม้โจทก์ เรียกร้องมาเป็นค่าจ้าง แต่ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาฟังได้ว่า โจทก์เรียกค่าเสียหาย ศาลก็มีอำนาจพิพากษาให้เป็นค่าเสียหายได้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะจ้างแรงงาน มาตรา 575 บัญญัติให้นายจ้างมีหน้าที่จ่ายสินจ้างให้แก่ลูกจ้างตลอดเวลา ที่ ลูกจ้างทำงานให้ โจทก์สามารถทำงานให้นายจ้างตลอดมา แต่จำเลย กระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยได้เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม เป็นเหตุ ให้ โจทก์ได้รับความเสียหายที่ไม่ได้ทำงานและไม่ได้ รับค่าจ้าง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากจำเลย แม้โจทก์ไม่ได้ ทำงานให้จำเลยก็ตามพระราชบัญญัติ ญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 49 ให้อำนาจศาลแรงงานที่จะใช้ดุลพินิจบังคับ ให้ นายจ้าง รับลูกจ้างกลับเข้าทำงานหรือชดใช้ค่าเสียหาย เมื่อ ศาลแรงงาน พิพากษา ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานแล้ว จึงไม่จำเป็น ต้อง วินิจฉัย เกี่ยวกับค่าเสียหายในกรณีไม่รับโจทก์กลับเข้าทำงานอีก.

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2518 จำเลยได้จ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างประจำ ครั้งสุดท้ายดำรงตำแหน่งผู้จัดการสาขาประจำฝ่ายกิจการสาขา ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 11,110 บาทกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสุดท้ายของเดือน เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2532จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ โดยจำเลยอ้างว่าโจทก์ประพฤติผิดวินัยอย่างร้ายแรงโดยได้ให้ความช่วยเหลือลูกค้าเกินขอบเขต คบคิดกับลูกค้าทำหนังสือร้องเรียนขึ้นซึ่งไม่เป็นความจริง จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าขอให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม และจ่ายค่าจ้างระหว่างที่โจทก์ถูกเลิกจ้างจนถึงวันที่รับโจทก์กลับเข้าทำงานหากจำเลยไม่สามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์โดยมีการตั้งกรรมการสอบสวนตามระเบียบของจำเลยแล้ว และได้ความว่าโจทก์ประพฤติตนไปในทางทำให้เสื่อมต่อตำแหน่งหน้าที่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชาไม่รักษาความลับในหน้าที่การงาน ไม่รักษาความสามัคคีระหว่างเพื่อนร่วมงาน และกระทำการอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตเป็นการประพฤติผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามระเบียบว่าด้วยการพนักงาน และข้อบังคับว่าด้วยการทำงานของธนาคาร จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์โดยจ่ายค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายและกลับเข้าทำงานกับจำเลยต่อไป ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า 1. จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ 2. จำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามฟ้องให้โจทก์หรือไม่ 3. จำเลยต้องรับโจทก์กลับเข้าทำงานต่อไปตามฟ้องหรือไม่ 4. จำเลยต้องจ่ายค่าจ้างระหว่างที่โจทก์ถูกเลิกจ้างจนถึงวันที่จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือไม่ 5. จำเลยต้องจ่ายค่าเสียหายให้โจทก์หรือไม่ เพียงใด หากจำเลยไม่รับโจทก์กลับเข้าทำงานอีกตามฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งผู้จัดการสาขาประจำฝ่ายกิจการสาขาของจำเลยหรือเทียบเท่าโดยได้รับค่าจ้างเดือนละ 11,100 บาท ส่วนคำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนโจทก์อุทธรณ์ว่า ตามประเด็นข้อพิพาทข้อ 4 ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม จำเลยต้องรับผิดชอบในการกระทำของจำเลยที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์โดยตรง คือไม่ได้รับค่าจ้างตามปกติซึ่งโจทก์มีสิทธิจะพึงได้รับจากจำเลยเสมือนหนึ่งโจทก์มิได้ถูกเลิกจ้างเลย โดยไม่ต้องคำนึงว่าโจทก์ได้ทำงานให้จำเลยหรือไม่ เพราะสาเหตุแห่งการที่โจทก์ไม่ได้ทำงานตามปกติเป็นเหตุมาจากจำเลยออกคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยมิชอบ จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์นับถึงวันยื่นอุทธรณ์เป็นเงิน 217,664.50 บาทโจทก์ยังอุทธรณ์ในประเด็นข้อพิพาทข้อ 5 ว่า ศาลแรงงานกลางได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ในข้อ 5 แล้วว่าจำเลยต้องจ่ายค่าเสียหายให้โจทก์หรือไม่ เพียงใด หากจำเลยไม่รับโจทก์กลับเข้าทำงานอีกตามฟ้องแต่ศาลแรงงานกลางกลับไม่วินิจฉัยและไม่มีคำพิพากษาในประเด็นข้อนี้จึงเป็นการไม่ชอบพิเคราะห์แล้ว สำหรับอุทธรณ์ของโจทก์ตามประเด็นข้อพิพาทข้อ 4 นั้น ศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยและรับฟังข้อเท็จจริงไว้ในประเด็นข้อพิพาทข้อ 1 ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมและตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโจทก์ไม่มีงานทำและไม่มีรายได้เลี้ยงดูครอบครัวและมีคำขอให้จำเลยจ่ายค่าจ้างในระหว่างที่โจทก์ถูกเลิกจ้างจนถึงวันที่จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน โดยถือเสมือนว่ามิได้มีการเลิกจ้าง คำขอของโจทก์ถือได้ว่าโจทก์เรียกร้องค่าเสียหายที่ขาดประโยชน์ในระหว่างที่ถูกเลิกจ้างโดยถืออัตราค่าจ้างเป็นเกณฑ์ในการกำหนดค่าเสียหายนั่นเองปัญหาจึงมีว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าเสียหายที่ไม่ได้รับค่าจ้างในระหว่างถูกเลิกจ้างหรือไม่ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 บัญญัติว่า "การพิจารณาคดีในกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าการเลิกจ้างลูกจ้างผู้นั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ศาลแรงงานอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างผู้นั้นเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสีย
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 141/2534 · ทนอย Thanoy