ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 1414/2540

หลักกฎหมาย

หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ระบุถึง อ.มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกเป็นคดีนี้เท่านั้นการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2แม้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 เข้ามาในคดีเดียวกันและหนังสือมอบอำนาจมิได้ระบุให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 แทนโจทก์ด้วยก็ตาม ก็หามีผลทำให้การมอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ของโจทก์ที่สมบูรณ์อยู่แล้วต้องเสียไปไม่ ปัญหาว่าฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลจะต้องพิจารณาจากคำฟ้องของโจทก์เป็นหลักว่าคำฟ้องของโจทก์เป็นหลักว่าคำฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นและคำขอบังคับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคสอง แล้วหรือไม่ หาใช่ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์ไม่ ส่วนปัญหาว่าโจทก์นำสืบข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากที่อ้างในคำฟ้องหรือไม่ เป็นปัญหาที่ศาลจะต้องวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์นำสืบข้อเท็จจริงได้สมกับที่อ้างในคำฟ้องหรือไม่เพื่อวินิจฉัยข้อแพ้ชนะในประเด็นข้อพิพาทนั้นต่อไป ในประเด็นที่ว่าสัญญาโอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางและเป็นการโอนสิทธิโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 และไม่มีค่าตอบแทนจึงตกเป็นโมฆะเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอุทธรณ์หรือไม่นั้น ปัญหาดังกล่าวศาลชั้นต้นมิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทและจำเลยที่ 1 ก็มิได้คัดค้านโดยให้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ติดใจในประเด็นที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์มาดังกล่าวข้างต้นแล้ว ส่วนข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเมื่อศาลชั้นต้นมิได้กำหนดปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้เป็นประเด็นข้อพิพาท ดังนี้ข้อที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคหนึ่ง แล้ว ศาลชั้นต้นได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทในชั้นชี้สองสถานว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันโอนที่ดินพิพาทโดยฉ้อฉลโจทก์หรือไม่นั้น ย่อมรวมถึงประเด็นที่ว่าจำเลยที่ 1เป็นฝ่ายผิดสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทต่อโจทก์หรือไม่อยู่ในตัว เพราะก่อนที่จะวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ได้นั้น ศาลจะต้องวินิจฉัยปัญหาที่ว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทต่อโจทก์หรือไม่อันเป็นประเด็นที่ปรากฏอยู่ในคำฟ้องและคำให้การจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเสียก่อน หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่เป็นฝ่ายผิดสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทต่อโจทก์แล้ว โจทก์ก็ไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ที่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยฉ้อฉลโจทก์หรือไม่ เพราะไม่เป็นประโยชน์แก่คดีแล้วนั่นเอง การที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยถึงประเด็นที่ว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทต่อโจทก์หรือไม่ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น เมื่อคดีมีประเด็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทต่อโจทก์หรือไม่รวมอยู่ด้วยแล้ว และข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1เป็นฝ่ายผิดสัญญาดังกล่าว แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออันเป็นการละเมิดทำให้โจทก์เสียหาย ก็เป็นเพียงความเข้าใจผิดของโจทก์ที่เห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์เท่านั้น คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาเพียงใด และแม้โจทก์จะไม่สามารถนำสืบ ถึงค่าเสียหายได้ตามจำนวนที่ปรากฏในคำฟ้อง แต่ศาลก็มีอำนาจ กำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามจำนวนที่เห็นสมควรได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายอุดมเดช ชาญชัยศึกฟ้องคดีแทน เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2532 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 1188, 1189, 1190, 1364, 28554 และ29859 ตำบลลาดบัวขาว (คลองสอง) อำเภอมีนบุรี กรุงเทพมหานครรวม 6 แปลง เนื้อที่ 217 ไร่ 2 งาน 74 ตารางวา จากจำเลยที่ 2ในราคาไร่ละ 650,000 บาท เป็นเงิน 141,495,250 บาท โดยวางเงินมัดจำไว้จำนวน 20,000,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระในวันที่ 24 ธันวาคม 2532 ซึ่งเป็นวันนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินต่อมาวันที่ 25 ธันวาคม 2532 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงทำบันทึกชำระเงินเพิ่มอีก 39,000,000 บาท และขยายเวลาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินออกไปเป็นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2533 เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2532 จำเลยที่ 1 โอนขายสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินนั้นแก่โจทก์ในราคาไร่ละ 700,000 บาท เป็นเงิน 152,379,500 บาท กำหนดชำระเงินวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2533 ซึ่งเป็นวันนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน สำหรับราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นไร่ละ 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 10,884,250 บาท ถือเป็นค่าตอบแทนที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 ในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน และเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 141,595,250 บาท ซึ่งเป็นมูลค่าตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินนั้น เมื่อโจทก์ชำระค่าตอบแทนจำนวน 10,884,250 บาท แก่จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์เป็นผู้จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากจำเลยที่ 2 ทันที กับให้สิทธิและหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีอยู่ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและบันทึกต่อท้ายสัญญาโอนไปยังโจทก์ทั้งหมด โดยให้โจทก์ใช้สิทธิตามสัญญาดังกล่าวเรียกร้องจากจำเลยที่ 2 แทนจำเลยที่ 1 ได้ทันที ต่อมาวันที่ 2 มกราคม 2533จำเลยที่ 1 ขอเพิ่มราคาขายสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจากโจทก์อีก1,350,000 บาท แล้วเปลี่ยนข้อตกลงเป็นให้โจทก์ชำระราคาที่ดินวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2533 จำนวน 132,000,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 21,729,500 บาท จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ชำระพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ภายใน 6 เดือน นับแต่วันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยบันทึกข้อตกลงดังกล่าวนี้จำเลยที่ 1 ทำไว้กับนายปิติ บุญสูง ผู้แทนโจทก์ หลังจากนั้นโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 นำสิทธิเรียกร้องที่ขายให้โจทก์แล้วไปขายแก่ผู้อื่นครั้นวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2533 โจทก์จึงให้ทนายความโจทก์แจ้งถึงสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่จำเลยที่ 1 โอนให้โจทก์ไปยังจำเลยที่ 2 ขอให้ระงับการโอนที่ดินให้ผู้อื่นทั้งแจ้งให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวและต่อมาวันที่12 กุมภาพันธ์ 2533 โจทก์ให้ทนายความโจทก์มีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยกำหนดนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและชำระราคา ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบุรีในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2533 เวลา 10 นาฬิกา ซึ่งจำเลยที่ 1และที่ 2 ไม่โต้แย้งคัดค้าน แต่เมื่อถึงกำหนดนัดก็ไม่จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์ กลับโอนขายให้จำเลยที่ 3 โจทก์จึงคัดค้านและขออายัดที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินในสังกัดของจำเลยที่ 4 เจ้าพนักงานที่ดินระงับการจดทะเบียน และอ้างว่าจะต้องส่งเรื่องอายัดที่ดินพิพาทไปหารือจำเลยที่ 4 ก่อน แต่ในวันที่8 มีนาคม 2533 จำเลยที่ 2 ได้ให้นางจินตนา วงศ์เบญจรัตน์คู่สมรสลงชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมในโฉนดที่ดินพิพาททั้งหกแปลงโดยไม่สุจริต แล้วจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และนางจินตนาร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 3 โดยไม่สุจริตอีกทั้งจำเลยที่ 3 รับโอนโดยรู้อยู่แล้วว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิจดทะเบียนได้ก่อน จึงเป็นการรับโอนโดยไม่สุจริต การกระทำของจำเลยทั้งสี่และนางจินตนาเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อโดยผิดกฎหมายอันเป็นการละเมิดทำให้โจทก์เสียหาย ดังนี้ ค่าดอกเบี้ยเงินกู้ที่โจทก์ต้องเสียแก่สถาบันการเงิน 1 วันเป็นเงิน 69,028 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการกู้เงินจำนวน5,000,000 บาท ค่าขาดกำไรเพราะราคาที่ดินสูงขึ้นถึงไร่ละ1,200,000 บาท คิดเป็นเงิน 108,842,500 บาท และค่าขาดกำไรจากการนำที่ดินมาจัดสรรขาย เป็นเงิน 76,000,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายจำนวน 189,911,604 บาท ขอให้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 2 ให้นางจินตนาคู่สมรสลงชื่อถือกรรมสิทธิ์รวม และเพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1188, 1189, 1190, 1364, 28554 และ 29859 ตำบลลาดบัวขาว (คลองสาน) อำเภอมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 2 และนางจินตนากับจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2533 แล้วให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับเงินค่าที่ดินจำนวน 153,729,500 บาท จากโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมการโอน กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายจำนวน 189,911,604บาท แก่โจทก์พร้อม
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1414/2540 · ทนอย Thanoy