ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558

ฎีกาที่ 14175/2558

หลักกฎหมาย

หลังจากโจทก์ทราบว่าจำเลยผิดสัญญาไม่ส่งมอบต้นพันธุ์ยางพาราให้แก่โจทก์ครบถ้วน โจทก์ได้สั่งซื้อต้นพันธุ์ยางพาราจากบุคคลอื่นมาปลูกทดแทนลงในแปลงเพาะปลูกที่โจทก์ไถดินจัดเตรียมไว้ จึงถือได้ว่าโจทก์ได้รับประโยชน์จากการไถดินเตรียมแปลงเพาะปลูกแล้ว ย่อมไม่มีความเสียหายเป็นค่าไถ่ดินเตรียมแปลงเพาะปลูกที่โจทก์จะมาเรียกร้องให้จำเลยรับผิด จำเลยทำบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาเดิมยอมรับว่าเป็นฝ่ายผิดสัญญาเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายและยินยอมชดเชยค่าเสียหายให้แก่โจทก์ด้วยการส่งมอบต้นพันธุ์ยางพาราเพิ่มอีกจำนวน 20,000 ต้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อให้จำเลยรับผิดสัญญาเดิม มิใช่ให้รับผิดตามบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาเดิม โจทก์จึงไม่อาจเรียกให้จำเลยรับผิดในต้นพันธุ์ยางพาราจำนวน 20,000 ต้น เพราะต้นพันธุ์ยางพาราดังกล่าวเป็นเพียงค่าเสียหายที่จำเลยตกลงว่าจะชดเชยให้แก่โจทก์ ไม่ใช่ต้นพันธุ์ยางพาราที่จำเลยจะต้องส่งมอบตามสัญญาเดิม เบี้ยปรับนั้น เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญา เจ้าหนี้ย่อมเรียกเบี้ยปรับแทนการชำระหนี้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 380 วรรคหนึ่ง แต่ถ้าเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อการไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้ย่อมเรียกเอาเบี้ยปรับอันจะพึงริบนั้นฐานเป็นจำนวนน้อยที่สุดแห่งค่าเสียหายได้เท่านั้น ทั้งนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 380 วรรคสอง เมื่อศาลกำหนดค่าสินไหมทดแทนจากการที่โจทก์ต้องซื้อต้นพันธุ์ยางพาราจากผู้อื่นในราคาที่สูงขึ้น เป็นเงิน 1,988,595 บาท อันเป็นค่าเสียหายยิ่งกว่าเบี้ยปรับแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับจากจำเลยซึ่งเป็นการซ้ำซ้อนอีกได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 9,160,507.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 4,758,935 บาท และ 3,966,898 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์ครบถ้วน จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยชำระเงิน 1,377,434 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 กรกฎาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยจำเลยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์บางส่วน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า จำเลยมิได้ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากผู้ลงนามในสัญญาจะซื้อจะขายไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ เป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นไม่รับวินิจฉัยให้ จำเลยรับว่าทำสัญญาจะซื้อจะขายต้นตอตาเขียวยางพารา และลงลายมือชื่อในบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายต้นตอตาเขียวยางพารา จริง เพียงแต่อ้างว่าถูกโจทก์ข่มขู่ให้ลงลายมือชื่อ โจทก์ไม่จำต้องอ้างต้นฉบับเอกสารเป็นพยาน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้น การเลิกสัญญาไม่กระทบสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสี่ โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายเนื่องจากจำเลยผิดสัญญาไม่ส่งมอบของให้ถูกต้องและเรียกเบี้ยปรับตามสัญญาไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มีอายุความ 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 3,103,164 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ส่วนค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาบางส่วน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2553 โจทก์ทำสัญญาซื้อต้นพันธุ์ยางพาราจากจำเลย 176,800 ต้น ในราคาต้นละ 13 บาท ตามสำเนาสัญญาจะซื้อจะขายต้นตอตาเขียวยางพารา จำเลยส่งมอบต้นพันธุ์ยางพาราให้โจทก์ไม่ครบถ้วนตามสัญญาวันที่ 11 กันยายน 2553 จำเลยทำบันทึกยอมชดเชยค่าเสียหายให้แก่โจทก์ โดยยอมส่งมอบพันธุ์ยางพาราให้โจทก์อีก 20,000 ต้น ตามสำเนาบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายต้นตอตาเขียวยางพารา แต่จำเลยยังคงส่งมอบต้นพันธุ์ยางพาราให้โจทก์ไม่ครบถ้วนยังขาดอยู่อีก 152,573 ต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า เงินมัดจำ 114,569 บาท ที่จำเลยรับไปจากโจทก์เกินกว่ามูลค่าของต้นพันธุ์ยางพาราที่ส่งมอบให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงต้องคืนให้แก่โจทก์ ส่วนค่าไถที่ดินเตรียมแปลงเพาะปลูกต้นพันธุ์ยางพารานั้น เห็นว่า หลังจากโจทก์ทราบว่าจำเลยผิดสัญญากับโจทก์โดยไม่ส่งมอบต้นพันธุ์ยางพาราให้แก่โจทก์ครบถ้วนตามสัญญา โจทก์ได้สั่งซื้อต้นพันธุ์ยางพาราจากบุคคลอื่นมาปลูกทดแทนต้นพันธุ์ยางพาราที่จำเลยจะต้องส่งมอบให้แก่โจทก์ลงในแปลงเพาะปลูกที่โจทก์ได้ไถดินจัดเตรียมไว้ จึงถือว่าโจทก์ได้รับประโยชน์จากการไถดินเตรียมแปลงเพาะปลูกต้นพันธุ์ยางพาราแล้ว ย่อมไม่มีค่าเสียหายในส่วนนี้ที่โจทก์จะมาเรียกร้องให้จำเลยต้องรับผิดได้ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายในส่วนของค่าไถดินเตรียมแปลงเพาะปลูกต้นพันธุ์ยางพาราให้แก่โจทก์ 500,000 บาทศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย สำหรับค่าเสียหายที่โจทก์ต้องสั่งซื้อต้นพันธุ์ยางพาราจากบุคคลอื่นมาปลูกทดแทนในราคาที่สูงกว่าที่ซื้อจากจำเลยนั้น เห็นว่า การที่จำเลยผิดสัญญาและทำให้โจทก์ต้องไปซื้อต้นพันธุ์ยางพาราจากบุคคลอื่นในราคาที่สูงขึ้นกว่าเดิมต้นละ 15 ถึง 27 บาท โดยโจทก์มีหลักฐานตามสัญญาจะซื้อจะขายต้นพันธุ์ยางพารา และใบสำคัญจ่าย เป็นพยานสนับสนุน จึงชอบที่โจทก์จะเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวได้ และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้จำเลยกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้เป็นเงินต้นละ 15 บาท ก็นับว่าเหมาะสมแล้ว ส่วนที่จำเลยทำบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายต้นตอตาเขียวยางพารา ยอมรับว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายและยินยอมชดเชยค่าเสียหายให้แก่โจทก์ด้วยการส่งมอบต้นพันธุ์ยางพาราตามที่ซื้อขายให้แก่โจทก์เพิ่มอีก 20,000 ต้น เมื่อต่อมาจำเลยไม่สามารถส่งมอบต้นพันธุ์ยางพาราให้แก่โจทก์ครบถ้วน โจทก์ก็ฟ้องคดีนี้เพื่อให้จำเลยรับผิดตามสัญญาจะซื้อจะขายต้นตอตาเขียวยางพารา มิใช่ให้รับผิดตามบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายต้นตอตาเขียวยางพารา โ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง