คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558
ฎีกาที่ 14225/2558
หลักกฎหมาย
จำเลยที่ 1 และ ป. ทำหนังสือสัญญาโอนหุ้นให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสามในวันที่ 1 ตุลาคม 2547 เมื่อหุ้นดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 และ ป. โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำแทนบริษัทก็ทราบเรื่องดังกล่าวดีตั้งแต่วันนั้น ถือว่าบริษัททราบเรื่องการโอนหุ้นดังกล่าวแล้ว โจทก์ร่วมทั้งสามใช้ยันกับบริษัทได้ว่าเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทแล้ว แม้จะไม่ได้มีการจดแจ้งชื่อโจทก์ร่วมทั้งสามในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทก็ตาม และเป็นหน้าที่ของกรรมการบริษัทดังกล่าวที่จะต้องไปจดแจ้งชื่อโจทก์ร่วมทั้งสามในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น เมื่อบริษัทมีการเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นย่อมมีผลให้โจทก์ร่วมทั้งสามไม่ได้รับแจ้งให้เข้าร่วมประชุมด้วย และที่ประชุมก็มีมติให้แก้ไขข้อบังคับเกี่ยวกับการแบ่งประเภทของหุ้น และกำหนดคุณสมบัติผู้ที่จะเข้ามาเป็นผู้บริหารเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จึงทำให้โจทก์ร่วมทั้งสามเสียหายเนื่องจากไม่สามารถคัดค้านเกี่ยวกับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับของบริษัทดังกล่าวได้ โจทก์ร่วมทั้งสามย่อมเป็นผู้เสียหายโดยตรงในกรณีนี้ที่จะแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นกรรมการบริษัทดังกล่าวได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานายฟิลิป ผู้เสียหายที่ 1 บริษัททรี เอซ เน็ตเวิร์ค จำกัด ผู้เสียหายที่ 2 และนายสตีเว่น ผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (2) (ที่ถูก ต้องระบุประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ด้วย) จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และนายปราโมททำหนังสือสัญญาโอนหุ้นให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสาม ในวันที่ 1 ตุลาคม 2547 เมื่อหุ้นดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 และนายปราโมท โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำแทนบริษัทเอทูซี เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ก็ทราบเรื่องดังกล่าวดีตั้งแต่วันนั้น ถือว่าบริษัทดังกล่าวทราบเรื่องการโอนหุ้นดังกล่าวแล้ว โจทก์ร่วมทั้งสามใช้ยันกับบริษัทได้ว่าเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทแล้ว แม้จะไม่ได้มีการจดแจ้งชื่อโจทก์ร่วมทั้งสามในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทก็ตาม และเป็นหน้าที่ของกรรมการของบริษัทดังกล่าวที่จะต้องไปจดแจ้งชื่อโจทก์ร่วมทั้งสามในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น แต่หามีการจดแจ้งชื่อโจทก์ร่วมทั้งสามในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทไม่ เมื่อบริษัทเอทูซี เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด มีการเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2547 วันที่ 9 พฤศจิกายน 2547 และครั้งที่ 2 วันที่ 24 พฤศจิกายน 2547 ย่อมมีผลทำให้โจทก์ร่วมทั้งสามไม่ได้รับแจ้งให้เข้าร่วมประชุมด้วย และที่ประชุมก็มีมติให้แก้ไขข้อบังคับเกี่ยวกับการแบ่งประเภทของหุ้น และกำหนดคุณสมบัติผู้ที่จะเข้ามาเป็นผู้บริหารเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ตามรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นและข้อบังคับของบริษัทที่แก้ไขใหม่เพิ่มเติม จึงทำให้โจทก์ร่วมทั้งสามเสียหายเนื่องจากไม่สามารถคัดค้านเกี่ยวกับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับของบริษัทดังกล่าวได้ โจทก์ร่วมทั้งสามย่อมเป็นผู้เสียหายโดยตรงในกรณีนี้ที่จะแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นกรรมการบริษัทดังกล่าวได้ หาใช่เป็นกรณีที่มีการโอนหุ้นกันโดยบริษัทไม่ทราบ หากยังไม่มีการจดแจ้งชื่อลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นจะใช้ยันบริษัทไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสาม อันเป็นผลให้โจทก์ร่วมทั้งสามยังไม่เป็นผู้ถือหุ้นและไม่เป็นผู้เสียหายดังที่จำเลยทั้งสองอ้างมาในฎีกาไม่ สำหรับจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทดังกล่าวทราบตั้งแต่แรกแล้วมีการโอนหุ้นให้โจทก์ร่วมทั้งสามก่อนมีการเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นดังกล่าว แต่ก็ไม่ได้ให้มีการจดแจ้งลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเพื่อมิให้มีการแจ้งให้โจทก์ร่วมทั้งสามทราบและเข้าประชุม ย่อมทำให้โจทก์ร่วมทั้งสามเสียสิทธิเข้าร่วมประชุมดังกล่าว จึงเป็นการไม่ลงข้อความสำคัญในเอกสารบริษัทเพื่อลวงให้โจทก์ร่วมทั้งสามซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์ที่ควรได้ จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (2) ส่วนจำเลยที่ 2 แม้จำเลยที่ 2 จะไม่มีส่วนรู้เห็นหรือเป็นพยานในการโอนหุ้นระหว่างจำเลยที่ 1 และนายปราโมท กับโจทก์ร่วมทั้งสาม แต่จำเลยที่ 2 ก็เป็นกรรมการบริษัทเอทูซี เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด มีหน้าที่ต้องใช้ความเอื้อเฟื้อสอดส่องอย่างบุคคลค้าขายด้วยความระมัดระวังและต้องรับผิดชอบร่วมกันในการจัดให้มีและรักษาไว้ให้เรียบร้อย ซึ่งบรรดาสมุดบัญชีและเอกสารที่กฎหมายกำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1168 และบริษัทดังกล่าวก็มีกรรมการเพียง 2 คน คือ จำเลยทั้งสองโดยจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำแทนบริษัท และเป็นชาวต่างประเทศไม่สามารถฟัง พูด อ่านและเขียนภาษาไทยได้ ทั้งไม่มีความรู้กฎหมายไทยด้วย ในการบริหารกิจการของบริษัทดังกล่าวก็มีที่ตั้งอยู่ที่ประเทศไทย จึงต้องอาศัยจำเลยที่ 2 กรรมการอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นคนไทยที่มีความรู้ด้านภาษาต่างประเทศเนื่องจากจบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และยังเป็นภริยาของจำเลยที่ 1 ที่ร่วมก่อตั้งบริษัทดังกล่าวมาด้วยกัน ย่อมมีเหตุอันควรให้เชื่อว่าจำเลยทั้งสองต้องปรึกษาหารือเกี่ยวกับธุรกิจของบริษัทที่ก่อตั้งมาด้วยกันโดยตลอด จำเลย
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง