ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558

ฎีกาที่ 14257/2558

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายบ้านเลขที่ 26/30, 26/26 และ 26/28 ให้แก่โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 และโจทก์ทั้งสองตามลำดับ ในราคาหลังละ 4,500,000 บาท ต่อมาเมื่อมีการฟ้องร้องเกี่ยวกับความชำรุดบกพร่อง หน้าที่ความรับผิดและทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ฎีกาที่พิพาทในบ้านแต่ละหลัง จึงแยกจากกันตามสัญญาที่ทำไว้ ดังนั้นภาระหนี้ในบ้านแต่ละหลังจึงตกอยู่แก่โจทก์ตามสัญญาที่ทำไว้กับจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ที่ 2 ว่าจ้างให้ทำหินอ่อนขาวเพิ่มเติมในบ้านเลขที่ 26/26 จึงต้องชำระเงิน 198,040 บาท เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเกี่ยวกับบ้านเลขที่ 26/26 ไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 13,431,440.50 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง และชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,803,163.91 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งพร้อมทั้งแก้ไขคำฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินจำนวน 2,696,836.09 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2550 จนถึงวันฟ้อง เป็นเวลา 1,215 วัน คิดเป็นดอกเบี้ย 673,285.42 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยทั้งสิ้น 3,370,121.51 บาท และโจทก์ทั้งสองยังต้องร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ได้ออกเงินทดรองจ่ายเพื่อซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ ค่าส่วนกลาง ค่าตกแต่งบ้านเลขที่ 26/30 ให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 1,014,290 บาท ของบ้านเลขที่ 26/26 ให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 1,303,785 บาท บ้านเลขที่ 26/28 คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 622,589.17 บาท ขอให้บังคับโจทก์ทั้งสองชำระให้แก่จำเลยที่ 1 เพิ่มอีกรวมเป็นเงิน 2,940,665.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ทั้งสองจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,834,919 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2553 เป็นต้นไป จนกว่าโจทก์ทั้งสองจะชำระให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วเสร็จ คำขอในส่วนฟ้องแย้งอื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ให้โจทก์ทั้งสองชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 437,824 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง (16 สิงหาคม 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2549 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายบ้านเลขที่ 26/30, 26/26 และ 26/28 หมู่ที่ 3 ตำบลชากพง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ให้แก่โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 และโจทก์ทั้งสองตามลำดับ ในราคาหลังละ 4,500,000 บาท บ้านทั้งสามหลังปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 33921 ตำบลชากพง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ที่โจทก์ทั้งสองทำสัญญาแบ่งเช่าจากจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองชำระราคาบ้านทั้งสามหลัง ให้จำเลยที่ 1 ไปแล้วเป็นเงินรวม 10,803,163.91 บาท ซึ่งมีสาระสำคัญว่าจำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบทรัพย์สินให้แก่โจทก์ทั้งสองภายในวันที่ 1 มีนาคม 2550 และต้องแจ้งล่วงหน้า 30 วัน ก่อนส่งมอบ เพื่อให้โจทก์ทั้งสองตรวจสอบครั้งสุดท้าย หากมีการเปลี่ยนวันส่งมอบต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร หากเกินกว่า 90 วัน นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2550 โจทก์ทั้งสองมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและจำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินทั้งหมดที่มีการชำระแล้วแก่โจทก์ทั้งสอง การตรวจสอบครั้งสุดท้ายโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ต้องจัดทำและลงลายมือชื่อในรายงานแสดงรายการทรัพย์สินที่มีปัญหาข้อบกพร่อง ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องดำเนินการแก้ไขให้แล้วเสร็จก่อนวันกำหนดส่งมอบและโจทก์ทั้งสองให้ความเห็นชอบในการตรวจสอบครั้งสุดท้าย จึงจะถือว่ามีการยอมรับการส่งมอบแล้ว วันที่ 5 กันยายน 2554 นายพิทักษ์ชน เข้าตรวจสอบบ้านทั้งสามหลัง พบความบกพร่องของบ้านแต่ละหลังหลายรายการ โจทก์ทั้งสองยังไม่ชำระราคาค่าบ้านทั้งสามหลังงวดสุดท้ายเป็นเงิน 2,696,836.09 บาท หน้าที่ความรับผิดและทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ฎีกาที่พิพาทในบ้านแต่ละหลัง จึงแยกจากกันตามสัญญาที่ทำไว้ ดังนั้นภาระหนี้ในบ้านเลขที่ 26/30 จึงตกอยู่แก่โจทก์ที่ 1 ภาระหนี้ในบ้านเลขที่ 26/26 จึงตกอยู่กับโจทก์ที่ 2 และภาระหนี้ในบ้านเลขที่ 26/28 จึงตกอยู่แก่โจทก์ทั้งสอง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 2 มานั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 โดยเนื้อหาในอุทธรณ์มิได้ขอบังคับตามฟ้องของโจทก์ทั้งสอง และไม่ได้เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องของโจทก์ทั้งสอง เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์โต้แย้งในเรื่องนี้ คดีในส่วนจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 2 มานั้นไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาจึงรับพิจารณาเฉพาะฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่จำเลยที่ 1
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง