คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545
ฎีกาที่ 1426/2545
หลักกฎหมาย
ว. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมมีคำสั่งมอบหมายให้จำเลยที่ 3 มีอำนาจในการสั่ง การอนุญาตการอนุมัติ การปฏิบัติราชการ หรือการดำเนินการอื่นเกี่ยวกับราชการของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และสำนักงานประกันสังคมซึ่งเป็นการมอบหมายที่ชอบด้วยมาตรา 20 และมาตรา 38(2) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จึงมีผลใช้บังคับจนกว่าจะถูกยกเลิกหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลง แม้ต่อมาว. ลาออกจากตำแหน่งและมีการแต่งตั้ง ป. เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแทน ก็ไม่ทำให้คำสั่งเดิมสิ้นผลบังคับ ดังนั้นการที่จำเลยที่ 3 ได้ออกคำสั่งกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ตามที่ได้รับมอบหมาย จึงเป็นการสั่งการที่มีอำนาจกระทำได้โดยชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 35 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 20
มาตราที่อ้างถึง
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 20พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 38พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 42พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 35
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2543 นายสวัสดิ์ ยานุกับพวกรวม 125 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ ได้แจ้งข้อเรียกร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต่อโจทก์ ต่อมาวันที่ 12 พฤษภาคม 2543 โจทก์แจ้งข้อเรียกร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต่อนายสวัสดิ์ยานุ กับพวก ซึ่งเป็นลูกจ้าง เจรจากันหลายครั้งไม่สามารถตกลงกันได้ พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานดำเนินการไกล่เกลี่ยแล้วตกลงกันไม่ได้ ถือว่ามีข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้เกิดขึ้น ระหว่างนั้นโจทก์ใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ปิดงานบางส่วนตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2543 ต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2543 จำเลยที่ 3 ได้มีคำสั่งกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมที่ 73/2543 ให้โจทก์รับนายสวัสดิ์ ยานุ กับพวกลูกจ้างที่ถูกโจทก์ปิดงานกลับเข้าทำงานพร้อมจ่ายค่าจ้างตามอัตราที่เคยจ่ายแก่ลูกจ้างนั้น ตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน2543 เป็นต้นไป โดยอ้างว่าอาศัยอำนาจตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ซึ่งความจริงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปิดงานของโจทก์ครั้งนี้ ไม่เข้าองค์ประกอบใด ๆ ตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 อันทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 สามารถออกคำสั่งบังคับให้โจทก์เปิดงานได้ จำเลยที่ 3มีอำนาจในการปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เนื่องจากได้รับมอบอำนาจจากพลตำรวจตรีวุฒิ สุโกศล ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมเดิม และเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2543 พลตำรวจตรีวุฒิ สุโกศล ได้ลาออกจากการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540มาตรา 216(2) และต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2543 ได้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้พลตำรวจเอกประชา พรหมนอกเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม แทนดังนั้นในวันที่ 14 มิถุนายน 2543 จำเลยที่ 3 จึงไม่มีอำนาจมีคำสั่งตามมาตรา 35 แล้ว เพราะผู้มอบอำนาจได้พ้นจากตำแหน่งไป และรัฐมนตรีคนใหม่ก็ยังมิได้ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์คำสั่งของจำเลยที่ 3 ที่ลงนามในคำสั่งที่ 73/2543 ในวันที่ 14 มิถุนายน 2543 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่มีอำนาจลงนามแล้ว ขอให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมที่ 73/2543 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2543 ทั้งฉบับ เพื่อมิให้โจทก์ต้องรับนายสวัสดิ์ ยานุ กับพวกที่ถูกนายจ้างปิดงานกลับเข้าทำงานและจ่ายค่าจ้างตามอัตราที่เคยจ่ายแก่ลูกจ้างนั้น และมิให้ลูกจ้างดังกล่าวกลับเข้าทำงานตลอดจนเพื่อมิให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ดำเนินการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้นั้น จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 3 ได้รับมอบหมายอำนาจหน้าที่จากพลตำรวจตรีวุฒิ สุโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ก่อนที่จำเลยที่ 3 ลงนามในคำสั่งดังกล่าวพลตำรวจตรีวุฒิได้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม วันที่ 14 มิถุนายน 2543 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม และจำเลยที่ 2 ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมในวันที่ 17 มิถุนายน 2543 การที่จำเลยที่ 3 ลงนามในคำสั่งที่ 73/2543 จึงมีอำนาจลงนามได้ เพราะจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 205 และต้องถือตามอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับการมอบหมายจากพลตำรวจตรีวุฒิ สุโกศล รัฐมนตรีว่าการคนเดิม ซึ่งพ้นจากตำแหน่งไปจนกว่าจำเลยที่ 2 รัฐมนตรีว่าการคนใหม่จะได้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงการมอบหมายหน้าที่ให้แก่จำเลยที่ 3 การลงนามในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการคนเดิม มิได้มอบอำนาจในฐานะส่วนตัวการมอบอำนาจจึงมีผลตลอดไปจนกว่าจะถูกเปลี่ยนแปลงจากรัฐมนตรีว่าการคนใหม่ที่มีอำนาจ เมื่อยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง จำเลยที่ 3 จึงมีอำนาจลงนามในคำสั่งที่ 73/2543 ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2543 นายสวัสดิ์ ยานุ กับพวกรวม 125 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ได้แจ้งข้อเรียกร้องขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต่อโจทก์ ต่อมาวันที่ 12 พฤษภาคม 2543 โจทก์แจ้งข้อเรียกร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต่อนายสวัสดิ์ ยานุ กับพวกรวม 125 คน ทั้งสองฝ่ายได้เจรจาต่อรองกันหลายครั้ง แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ถือว่าได้มีข้อพิพาทแรงงานเกิดขึ้น พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้ดำเนินการไกล่เกลี่ยแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ จนเกิดเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง