ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2548

ฎีกาที่ 1429/2548

หลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ทำสัญญาแต่งตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง โดยตกลงว่าจำเลยทั้งสองต้องผูกพันการขายน้ำมันเชื้อเพลิงต่อโจทก์ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 70,000 ลิตร ถ้าขายต่ำกว่านั้นต้องเสียค่าปรับแก่โจทก์เป็นเงิน 25 สตางค์ต่อลิตร หลังทำสัญญาจำเลยทั้งสองประพฤติผิดสัญญาคือสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ถึงยอดรับรองที่ตกลงกันไว้ และปลายปี 2541 จำเลยทั้งสองไม่ได้สั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควรแต่ยังเปิดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์เรื่อยมาโดยสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากผู้ค้ารายอื่นมาจำหน่ายแทน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายคือทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจผิดว่าจำเลยทั้งสองยังประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ ในชั้นพิจารณาโจทก์ก็มี ธ. ซึ่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดมาเบิกความยืนยันว่า การสำรองน้ำมันของโจทก์จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสัญญาที่โจทก์ทำไว้กับผู้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละราย โดยโจทก์ต้องสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งจากในและต่างประเทศมาสำรองไว้ ดังนั้น หากจำเลยทั้งสองสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ถึงยอดที่ตกลงไว้โจทก์จะได้รับความเสียหาย ฝ่ายจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นว่าการที่จำเลยที่ 1 ซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ต่ำกว่าที่ตกลงกันไว้ไม่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย นอกจากนั้น การที่จำเลยที่ 1 ยินยอมทำสัญญาว่าถ้าสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ต่ำกว่า 70,000 ลิตรต่อเดือน ยอมเสียค่าปรับ 25 สตางค์ต่อลิตร แสดงว่าจำเลยที่ 1 รู้อยู่ว่าถ้าจำเลยที่ 1 สั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำกว่าที่ตกลงกันไว้จะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับซึ่งเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าฐานผิดสัญญาส่วนนี้จากจำเลยทั้งสองได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 517,058.50 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 292,058.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มกราคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการค้าขายน้ำมันปิโตรเลียมโดยจำหน่ายเองและโดยการแต่งตั้งผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วประเทศภายใต้เครื่องหมายการค้า "mp" จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2539 โจทก์ทำสัญญาแต่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงโดยจำเลยที่ 1 ต้องผูกพันการขายน้ำมันเชื้อเพลิงต่อโจทก์ คือต้องมียอดปริมาณการขายรายเดือนไม่ต่ำกว่าจำนวนเดือนละ 70,000 ลิตร ถ้ายอดการขายต่ำกว่าปริมาณดังกล่าวต้องเสียค่าปรับแก่โจทก์เป็นเงิน 25 สตางค์ต่อลิตร ตามสัญญาแต่งตั้งผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและข้อกำหนดทั่วไปของสัญญาแต่งตั้งผู้ประกอบการเอกสารหมาย จ. 4 และ จ. 5 ในวันดังกล่าวโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังได้ทำสัญญายืมทรัพย์สินและอุปกรณ์กับสัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมตามเอกสารหมาย จ. 6 และ จ. 8 โดยจำเลยที่ 1 ตกลงจะซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์มีปริมาณไม่ต่ำกว่าจำนวน 70,000 ลิตรต่อเดือน และเมื่อสัญญาสิ้นสุดลงจำเลยที่ 1 จะต้องส่งคืนทรัพย์สินที่ยืมให้แก่โจทก์โดยไม่ชักช้า ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้เปิดสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้เครื่องหมายการค้า "mp" ของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ในปริมาณที่ต่ำกว่าจำนวน 70,000 ลิตรต่อเดือน ในวันที่ 10 สิงหาคม 2542 โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 รับหนังสือแล้วก็เพิกเฉยตามหนังสือและใบตอบรับเอกสารหมาย จ. 9 และ จ. 10 ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2543 โจทก์ได้ดำเนินการยึดทรัพย์สินและอุปกรณ์ตามสัญญายืมทรัพย์สินและอุปกรณ์คืนจากจำเลยที่ 1 ตามใบรับสินค้าคืนเอกสารหมาย จ. 11 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่าโจทก์ควรได้รับชำระค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาดังกล่าวหรือไม่เพียงใด โดยจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องและนำสืบว่าโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไรในกรณีที่จำเลยที่ 1 จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ถึงปริมาณที่กำหนดที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางคำนวณเป็นค่าปรับจำนวน 239,000 บาท จำเลยทั้งสองไม่เห็นพ้องด้วยเพราะเป็นค่าปรับที่สูงเกินไป เห็นว่า ในข้อนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องมาแล้วว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาผูกพันกันว่าโจทก์ตกลงให้สิทธิแก่จำเลยทั้งสองในการดำเนินการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้เครื่องหมายการค้า "mp" ณ สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงเอ็มพีบรบือชัยรุ่งเรืองบนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 272 ตำบลบรบือ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม มีกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันเปิดดำเนินการ จำเลยทั้งสองต้องผูกพันการขายน้ำมันเชื้อเพลิงต่อโจทก์โดยต้องมียอดประมาณการขายรายเดือนประเภทน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ต่ำกว่าจำนวนเดือนละ 70,000 ลิตร ถ้าขายต่ำกว่าปริมาณดังกล่าวต้องเสียค่าปรับแก่โจทก์สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเงิน 25 สตางค์ต่อลิตร ภายหลังจากที่โจทก์ทำสัญญาแต่งตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าวแล้ว จำเลยทั้งสองได้ประพฤติผิดสัญญา กล่าวคือ หลังจากจำเลยทั้งสองเปิดดำเนินการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง จำเลยทั้งสองได้สั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ถึงยอดรับรองตามที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญาแต่งตั้งผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง และในปลายปี 2541 จำเลยทั้งสองก็ไม่ได้สั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควร แต่จำเลยทั้งสองยังเปิดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้เครื่องหมายการค้า "mp" ของโจทก์เรื่อยมาโดยได้สั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากผู้ค้ารายอื่นมาจำหน่ายแทน การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการกระทำผิดสัญญาแต่งตั้งผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและสัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายกล่าวคือ ทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจผิดว่าจำเลยทั้งสองยังประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ภายใต้เครื่องหมายการค้า "mp" ของโจทก์อยู่ ในชั้นพิจารณาโจทก์มีนายธนสรรค์ สีสม ซึ่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1429/2548 · ทนอย Thanoy