คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545
ฎีกาที่ 1433/2545
หลักกฎหมาย
คำว่า "ป้าย" ตามพระราชบัญญัติภาษีป้ายฯ มาตรา 6 หมายความว่า ป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้หรือโฆษณาการค้าหรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะได้แสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใด ๆด้วยอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่เขียน แกะสลัก จารึกหรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีอื่น แต่ป้ายที่มีข้อความว่า "กรมสรรพากรเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่ายดีเซล ซูพรีม92ซูพรีม 97"เป็นป้ายที่โจทก์มีหน้าที่ต้องจัดทำตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม(ฉบับที่ 54) ป้ายดังกล่าวจึงมิใช่ป้ายตามความหมายข้างต้น โจทก์ไม่มีหน้าที่เสียภาษีป้ายนี้ ส่วนป้ายที่มีข้อความว่า "ดีเซล" แม้จะเป็นชื่อ ยี่ห้อหรือเครื่องหมายที่มีลักษณะทั่วไป แต่ก็ยังคงอยู่ในความหมายของคำว่า "ป้าย" เมื่อป้ายนี้อยู่ในอาคารที่ประกอบกิจการการค้าและมีขนาดพื้นที่ป้ายเกินกว่าหนึ่งตารางเมตร โจทก์จึงต้องเสียภาษีป้ายดังกล่าวแต่ป้าย "ดีเซลและซูพรีม 97" เป็นป้ายที่มีพื้นที่ไม่เกินหนึ่งตารางเมตร จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีป้าย สำหรับป้าย "เอสโซ่Essoและเครื่องหมายลูกศร" เป็นป้ายที่อยู่โครงป้ายเดียวกันและไม่สามารถแยกจากกันได้กับข้อความ "ยินดีรับบัตร SYNERGYESSO" เครื่องหมายลูกศรอยู่ใต้ข้อความดังกล่าว จึงเป็นชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้าของโจทก์อันมีลักษณะเชิญชวนให้ลูกค้าที่เป็นสมาชิกบัตรดังกล่าวเข้าใช้บริการของโจทก์ซึ่งตรงตามคำนิยามของคำว่า "ป้าย" แล้ว เมื่อป้ายดังกล่าวมีขนาดพื้นที่เกินหนึ่งตารางเมตรโจทก์จึงต้องเสียภาษีป้ายดังกล่าว ป้ายมีข้อความว่า "เอสโซ่ Esso รูปเสือ WelcometotigerMart ล้าง-อัดฉีดห้องน้ำสะอาด" เป็นป้ายประเภท 2 ที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศและเครื่องหมายซึ่งอยู่ในโครงป้ายเดียวกันทั้งหมดไม่อาจแยกจากกันได้และมีขนาดพื้นที่เกินกว่าหนึ่งตารางเมตร โจทก์ต้องเสียภาษีป้ายในส่วนนี้ด้วย การขอคืนค่าภาษีป้ายตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้ายฯ ต้องเป็นการขอคืนต่อผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นมอบหมายภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่เสียภาษีป้าย และต้องเป็นกรณีที่ผู้เสียภาษีป้ายเสียภาษีไปโดยไม่มีหน้าที่หรือเสียเกินกว่าที่ควรต้องเสีย แต่การที่โจทก์เห็นว่าการประเมินภาษีป้ายไม่ถูกต้อง และยื่นอุทธรณ์การประเมินภาษีดังกล่าวตามมาตรา 30 โดยจำเลยทั้งสองวินิจฉัยยืนตามการแจ้งประเมิน โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขการประเมินและคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งสองพร้อมทั้งขอคืนค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มที่ประเมินเกินไปคืนนั้น มิใช่กรณีตามพระราชบัญญัติภาษีป้ายฯ มาตรา 24 โจทก์จึงมีอำนาจขอค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มคืนจากจำเลยที่ 1 ได้แม้ว่าจะเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันเสียภาษีป้ายก็ตาม
มาตราที่อ้างถึง
พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 6พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 8พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 24พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 30
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลโดยเป็นราชการส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 มีอำนาจจัดเก็บภาษีป้ายในเขตอำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร จำเลยที่ 2 เป็นนายกเทศมนตรีมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องอุทธรณ์ของผู้รับประเมินภาษีป้าย เมื่อวันที่ 9มีนาคม 2542 จำเลยที่ 2 ได้แจ้งประเมินค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มซึ่งเป็นสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ประจำปี 2538 เป็นเงิน 74,320 บาท เงินเพิ่ม 7,432 บาท ปี 2539เป็นเงิน 55,520 บาท เงินเพิ่ม 5,552 บาท ปี 2540 เป็นเงิน 61,440 บาท เงินเพิ่ม6,144 บาท ปี 2541 เป็นเงิน 61,440 บาท เงินเพิ่ม 6,144 บาท และปี 2542 เป็นเงิน74,320 บาท รวมเงินค่าภาษีและเงินเพิ่มทั้งสิ้น 352,312 บาท พร้อมกันนี้จำเลยที่ 2ยังได้แนบแบบแสดงรายการภาษีป้ายปี 2538 ถึง 2542 ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เป็นผู้กรอกข้อความในแบบให้แก่โจทก์เพื่อลงนาม แต่โจทก์เห็นว่ารายการในแบบและค่าภาษีไม่ถูกต้องโจทก์จึงมิได้ลงนามแต่อย่างใด และได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์และขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2542 โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยวินิจฉัยยืนตามการประเมิน โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการแจ้งประเมินภาษีและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เพราะในปี 2537 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้แจ้งประเมินภาษีป้ายสถานีบริการน้ำมันเดียวกันนี้ เป็นเงิน 11,840 บาท แต่ปี 2538 จำเลยที่ 2 ได้แจ้งประเมินค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่ม เป็นเงิน 81,752 บาท ซึ่งเป็นการประเมินที่ไม่ถูกต้อง เพราะมิได้มีการเปลี่ยนแปลงป้ายที่มีอยู่ในสถานีบริการน้ำมัน ค่าภาษีจึงควรเท่ากับปี 2537 โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีตามการประเมิน ขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้าย ที่ มห 52003/0445 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2542และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ที่ มห 52003/1434 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2542 และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษี 202,414 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระต้นเงินให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ประเมินภาษีป้าย หนังสือของจำเลยที่ 1 ที่ มห 52003/0445 ลงวันที่ 9มีนาคม 2542 มิใช่หนังสือแจ้งการประเมิน หากแต่เป็นหนังสือแจ้งยอดภาษีโรงเรือนและภาษีป้าย โจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่น โจทก์จึงยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิ และมิใช่กรณีที่โจทก์จะต้องใช้สิทธิทางศาลตามนัยมาตรา 55 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องหากศาลฟังว่ากรณีของโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้ประเมินภาษีป้ายและเงินเพิ่ม สำหรับป้ายตามฟ้องและหนังสือของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ มห 52003/1434 เป็นคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองขอให้การว่า การประเมินภาษีป้ายและเงินเพิ่มของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ชำระค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มของปี 2538 ถึง 2542 รวมเป็นค่าภาษีและเงินเพิ่ม 352,312 บาท ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้แก้ไขการประเมินค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มตามหนังสือที่ มห 52003/0445 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2542 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ มห 52003/1434 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2542 เป็นให้โจทก์ชำระค่าภาษีป้ายสำหรับปี 2538 เป็นเงิน 38,800 บาท เงินเพิ่ม 3,880 บาท ปี 2539 ค่าภาษีป้าย 21,460บาท เงินเพิ่ม 2,146 บาท ปี 2540 ค่าภาษีป้าย 30,720 บาท เงินเพิ่ม 3,072 บาทปี 2541 ค่าภาษีป้าย 30,720 บาท เงินเพิ่ม 3,072 บาท ปี 2542 ค่าภาษีป้าย 38,800บาท เงินเพิ่ม 3,880 บาท และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มจำนวน188,050 บาทแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือ มห 52003/0445 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2542 แจ้งยอดภาษีโรงเรือนและภาษีป้ายไปยังผู้จัดการบริษัทโจทก์พร้อมแนบแบบแสดงรายการภาษีป้ายประจำปี 2538 ถึง 2542 ให้โจทก์ลงลายมือชื่อในแบบดังกล่าว โดยประเมินให้โจทก์ชำระค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มประจำปี 2538 เป็นเงิน 81,752 บาท ปี 2539 เป็นเงิน61,072 บาท ปี 2540 เป็นเงิน 67,584 บาท ปี 2541 เป็นเงิน 67,584 บาท และปี 2542ประเมินเฉพาะค่าภาษีป้ายเป็นเงิน 74,320 บาท ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 10 ถึง 16โจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องจึงได้ยื่นแบบอุทธรณ์ภาษีป้ายฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2542 และหนังสือแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 26 พฤษภา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง