ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2547

ฎีกาที่ 1433/2547

หลักกฎหมาย

พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง กำหนดแจ้งชัดว่า หนี้ที่จะขอรับชำระได้ต้องเป็นหนี้ที่มีมูลหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เท่านั้น แม้ว่าหนี้นั้นจะยังไม่ถึงกำหนดเวลาชำระหนี้หรือเป็นหนี้ที่ยังมีเงื่อนไขในการชำระหนี้ก็ตาม แต่จำนวนเงินค่าขึ้นศาลที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้เป็นค่าธรรมเนียมศาลซึ่งเจ้าหนี้มีหน้าที่ต้องชำระแก่ศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 เพื่อเจ้าหนี้จะได้ใช้สิทธิดำเนินคดีทางแพ่งต่อลูกหนี้ตามกฎหมายเท่านั้น และเงินจำนวนนี้ไม่ใช่ค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลได้มีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ชำระแก่เจ้าหน้าที่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 แล้ว จึงมิใช่มูลหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้อันเจ้าหนี้อาจขอรับชำระหนี้ได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2544 และตั้งบริษัทเชอร์ชิลล์ไพรซ์ แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีผู้ทำแผนเป็นผู้บริหารแผน เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในมูลหนี้ตามบันทึกข้อตกลงในการแปลงหนี้ใหม่จำนวน 291,960,924.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 145,901,673.07 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ รายละเอียดปรากฏตามบัญชีแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/29 แล้ว ผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ว่า เจ้าหนี้คำนวณดอกเบี้ยสูงกว่าสิทธิที่เจ้าหนี้จะเรียกร้องได้ เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ค่าธรรมเนียมศาลเพราะศาลยังไม่มีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ต้องรับผิด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นเงิน 291,261,300.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 145,901,673.07 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จจากลูกหนี้ โดยให้ได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน ในวงเงินตามสัญญาจำนำหุ้น ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 และหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน ลงวันที่ 7 มีนาคม 2540 และหากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากนางประภา วิริยะประไพกิจ นายวิทย์ วิริยะประไพกิจ หรือนายอีริค ไล ผู้ค้ำประกันแล้วเพียงใด ให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ในคดีนี้ลดลงเพียงนั้น เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ยกคำขอรับชำระหนี้ในเรื่องดอกเบี้ยบางส่วนไม่ถูกต้อง ตามบันทึกข้อตกลงในการแปลงหนี้ใหม่ข้อ 2.2 ได้กำหนดเกี่ยวกับเรื่องการชำระดอกเบี้ยไว้โดยกำหนดชำระดอกเบี้ยทุกวันสุดท้ายของแต่ละเดือนของแต่ละช่วงระยะเวลาดอกเบี้ย ส่วนการคำนวณดอกเบี้ยจะคำนวณดอกเบี้ยเป็นรายวันตามวันที่ผ่านพ้นไปจริง หากลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระเงินใด ๆ เมื่อถึงกำหนดชำระให้แก่เจ้าหนี้ ลูกหนี้จะต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยผิดนัดสูงสุดให้แก่เจ้าหนี้นับจากวันที่ผิดนัดจนถึงวันชำระเสร็จ วันที่ผิดนัดหมายถึงวันที่ลูกหนี้ค้างชำระดอกเบี้ยเป็นต้นไป (วันถัดจากวันชำระดอกเบี้ยครั้งสุดท้าย) มิใช่หมายถึงวันถัดจากวันที่ถึงกำหนดชำระดอกเบี้ยในแต่ละงวดแล้วลูกหนี้ไม่ชำระ วันถึงกำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นเพียงวันที่กำหนดให้ลูกหนี้ชำระดอกเบี้ยในงวดนั้น ๆ เท่านั้น เพราะดอกเบี้ยจะคำนวณเป็นรายวัน มิใช่เป็นรายเดือน หากลูกหนี้ไม่ชำระดอกเบี้ยเมื่อถึงวันที่กำหนดให้ชำระดอกเบี้ย จึงถือได้ว่าลูกหนี้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ค้างชำระดอกเบี้ยเป็นต้นไป ซึ่งลูกหนี้ค้างชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 และมีกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยงวดเดือนกุมภาพันธ์ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 เมื่อถึงวันที่กำหนดให้ชำระดอกเบี้ยดังกล่าว ลูกหนี้ไม่ชำระจึงถือได้ว่าลูกหนี้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 มิใช่วันที่ 1 มีนาคม 2540 ดังที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีความเห็น เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยผิดนัดสูงสุดได้ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไป และที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ในส่วนค่าธรรมเนียมศาลนั้นไม่ถูกต้องเพราะพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าหนี้อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม เว้นแต่หนี้ที่เกิดขึ้นโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี หรือหนี้ที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้" ดังนั้น หนี้ค่าธรรมเนียมศาลในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 9385/2541 จำนวน 200,000 บาท ที่เจ้าหนี้ชำระต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จึงเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการที่เจ้าหนี้จำต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ เพราะหากเจ้าหนี้ไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย และในภายหลังศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ชำระค่าธรรมเนียมศาลแทนเจ้าหนี้ เจ้าหนี้ไม่อาจขอรับชำระหนี้ค่าธรรมเนียมศาลจากลูกหนี้ได้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าหนี้และลูกหนี้ตกลงทำบันทึกข้อตกลงในการแปลงหนี้ใหม่ ฉบับลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 โดยมีต้นเงินที่ต้องชำระทั้งสิ้น 150,000,000 บาท และต้องชำระดอกเบี้ยในอัตรา MOR + 2% ต่อปี ซึ่ง ณ วันที่ทำบันทึกข้อตกลงอัตราดอกเบี้ย MOR = 13.917% ต่อปี และกำหนดชำระดอกเบี้ยในวันสุดท้ายของแต่ละเดือนปฏิทิน หากผิดนัดให้ใช้อัตราดอกเบี้ยผิดนัดโดยคำนว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1433/2547 · ทนอย Thanoy