คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2555
ฎีกาที่ 14351/2555
หลักกฎหมาย
เช็คพิพาททั้งสองฉบับ เช็คที่ออกเพื่อชำระเงินค่าเสื้อแจกเกตให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. กรณีจึงถือว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. เป็นผู้ทรงเช็คพิพาท เมื่อเช็คดังกล่าวธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ย่อมเป็นผู้เสียหายที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท มิใช่โจทก์ร่วม ถึงแม้จำเลยจะได้สั่งซื้อเสื้อแจกเกตจากโจทก์ร่วมและโจทก์ร่วมจะมีส่วนเป็นเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ด้วยก็ตาม แต่ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ก็เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมในฐานะส่วนตัวจึงไม่อยู่ในฐานะผู้ทรงเช็คพิพาท และมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจร้องทุกข์ขอให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยได้ การที่โจทก์ร่วมเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลย โดยไม่ปรากฏหลักฐานว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ได้มอบอำนาจให้โจทก์ร่วมดำเนินการแทน จึงถือได้ว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจทำการสอบสวนการกระทำความผิดของจำเลย การที่พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนมานั้น จึงเป็นการสอบสวนที่มิชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายจำนวน 3,163,610 บาท จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางวันดี ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1), (2) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 12 เดือน ข้อหาอื่นและคำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมมีร้านจำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูปตั้งอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี และมีโรงงานผลิตเสื้อผ้าชื่อว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกชัย (อุดร 1987) ตั้งอยู่ที่จังหวัดอุดรธานีเช่นเดียวกัน โดยมีนายเอกชัย สามีโจทก์ร่วมเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ นายสมชาย เป็นน้องชายโจทก์ร่วมและเป็นตัวแทนของโจทก์ร่วมในการติดต่อซื้อขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ร้านเอช.เอ็ม.ยีนส์ สั่งซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปประเภทเสื้อแจกเกตจากโจทก์ร่วม และมีการสั่งจ่ายเช็คพิพาทของจำเลยเป็นการชำระค่าสินค้า ต่อมาธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน สำหรับคดีความผิดฐานฉ้อโกงคู่ความไม่อุทธรณ์จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีสำหรับจำเลยขึ้นสู่ศาลฎีกาเฉพาะความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 คดีจึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วม นายสมชาย นายชาญชัย และพันตำรวจโทสมบัติ เบิกความเป็นพยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมมีร้านจำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูปตั้งอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี และมีโรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปชื่อ ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกชัย (อุดร 1987) ตั้งอยู่ที่จังหวัดเดียวกัน นายสมชายเป็นน้องชายโจทก์ร่วม มีร้านจำหน่ายเสื้อผ้าตั้งอยู่ที่ตลาดโบ๊เบ๊ กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้นายสมชายยังเป็นตัวแทนในการขายเสื้อผ้าให้แก่โจทก์ร่วมอีกด้วย ร้านจำเลยใช้ชื่อว่า เอช.เอ็ม.ยีนส์ จำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูปประเภทยีน มีจำเลย นางธัญญาวัลย์และนายเกียรติศักดิ์ เป็นหุ้นส่วน ร้านตั้งอยู่ที่อาคารใบหยก 2 ชั้นสอง กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ประมาณเดือนตุลาคม 2545 นายสมชายติดต่อค้าขายกับร้านจำเลยตลอดมา และมีการสั่งซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากโจทก์ร่วมโดยผ่านนายสมชายประมาณ 10 ครั้ง บางครั้งชำระด้วยเงินสด บางครั้งก็ชำระด้วยเช็ค ร้านจำเลยไม่มีปัญหาเรื่องการชำระเงิน ต่อมาประมาณเดือนธันวาคม 2546 ร้านจำเลยสั่งซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปประเภทเสื้อแจกเกตจากนายสมชาย นายสมชายได้แจ้งให้โจทก์ร่วมจัดหาและส่งเสื้อผ้าสำเร็จรูปดังกล่าวให้แก่ร้านจำเลย เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2546 นายสมชายนำเสื้อผ้าสำเร็จรูปมาส่งให้แก่ร้านจำเลย เมื่อได้รับแล้ว จำเลยออกเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาจารุเมือง จำนวน 2 ฉบับ สั่งจ่ายวันที่ 29 มกราคม 2547 และวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2547 เพื่อชำระค่าเสื้อผ้าสำเร็จรูปดังกล่าว โดยมอบให้แก่นายสมชาย ต่อมานายสมชายมอบเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ร่วม ครั้นเมื่อถึงกำหนดสั่งจ่ายโจทก์ร่วมนำเช็คพิพาทเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาหัวเม็ด ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมและนายเอกชัย สามีโจทก์ร่วม เพื่อเรียกเก็บเงินตามวิธีการของธนาคาร ต่อมาธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทโดยให้เหตุผลว่า บัญชีปิดแล้ว หลังจากนั้นโจทก์ร่วมและนายสมชายได้ติดตามทวงถามจำเลย แต่จำเลยเพิกเฉย ไม่ชำระเงินให้แก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงร้องทุกข์มอบคดีให้พันตำรวจโทสมบัติ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลปทุมวันดำเนินคดีแก่จำเลย ในข้อหาออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค หลังจากที่พันตำรวจโทสมบัติสอบสวนนายชาญชัย เจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาจารุเมือง ได้ความว่า บัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยปิดแล้ว ก่อนวันที่จำเลยออกเช็คพิพาท พันตำรวจโทสมบัติได้แจ้งให้โจทก์ร่วมทราบ โจทก์ร่วมจึงร้องทุกข์มอบคดีให้พันตำรวจโทสมบัติดำเนินคดีจำเลยข้อหาฉ้อโกง ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุ ร้านเอช.เอ็ม.ยีนส์ สั่งซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากโจทก์ร่วมผ่านทางนายสมชายน้องชายโจทก์ร่วมประมาณ 10 ครั้ง ปรากฏว่าไม่มีปัญหาเรื่องการชำระเงินค่าสินค้า แต่การซื้อขายเสื้อผ้าสำเร็จรูประหว่างร้านเอช.เอ็ม.ยีน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง