ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559

ฎีกาที่ 1441/2559

หลักกฎหมาย

พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 49 บัญญัติให้นายจ้างซึ่งนำส่งเงินสมทบไม่ครบจำนวนภายในเวลาที่กำหนดตามมาตรา 47 ต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของจำนวนเงินสมทบที่ยังขาดอยู่ เป็นการบัญญัติหน้าที่และจำนวนเงินที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มไว้โดยชัดแจ้งและเคร่งครัด สามารถคำนวณเงินเพิ่มได้แน่นอน และไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่านายจ้างจะมีเหตุผลอันสมควรหรือไม่ โจทก์ (นายจ้าง) ไม่นำค่าเที่ยวซึ่งเป็นค่าจ้างของลูกจ้างรวมเข้าเป็นฐานคำนวณเงินสมทบ จึงนำส่งเงินสมทบให้แก่จำเลยไม่ครบจำนวน โจทก์ต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของจำนวนเงินสมทบที่ยังขาดอยู่

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการขนส่งสินค้าทางบก โจทก์จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างซึ่งเป็นพนักงานขับรถเป็นเงินเดือนและเงินค่าทำงานเกินเวลาทำงานปกติแบบเหมาจ่ายเรียกว่าค่าเที่ยว ค่าเที่ยวลูกจ้างจะได้รับมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับลูกจ้างทำงานเกินเวลาทำงานปกติซึ่งเทียบกับระยะทางในการขับรถแต่ละเที่ยว ค่าเที่ยวที่โจทก์จ่ายให้แก่ลูกจ้างจึงไม่ใช่ค่าจ้าง แต่โจทก์และลูกจ้างสำคัญผิดจึงหักค่าเที่ยวในส่วนของลูกจ้างและเงินสมทบในส่วนของนายจ้างส่งเป็นเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ให้แก่จำเลย ต่อมาลูกจ้างของโจทก์บางส่วนจำนวน 42 คน ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลแรงงานกลางเรียกเงินค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติต่างหากจากค่าเที่ยว ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ใช้วิธีการกำหนดค่าเที่ยวเพื่อตอบแทนการทำงานให้แก่ลูกจ้างเปรียบเสมือนการจ่ายค่าทำงานเกินเวลาทำงานปกติให้แก่ลูกจ้างโจทก์มาโดยตลอดจึงไม่มีค่าเที่ยวหรือค่าทำงานเกินเวลาทำงานปกติค้าง หลังจากศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาโจทก์จะทำการหักค่าเที่ยวในส่วนของลูกจ้างเพื่อนำมารวมกับเงินสมทบในส่วนของนายจ้างนำส่งเป็นเงินสมทบให้แก่จำเลย ปรากฏว่าลูกจ้างไม่ยินยอมและโต้แย้งว่าค่าเที่ยวไม่ใช่ค่าจ้างและหากโจทก์หักเงินดังกล่าวถือว่าโจทก์ปฏิบัติผิดกฎหมาย ประกอบกับโจทก์เห็นด้วยกับเหตุผลของลูกจ้างและเกรงว่าหากไม่ปฏิบัติตามอาจถูกลูกจ้างดำเนินคดีได้ โจทก์จึงไม่หักค่าเที่ยวในส่วนของลูกจ้างและไม่ได้นำเงินสมทบในส่วนของนายจ้างส่งเป็นเงินสมทบให้แก่จำเลย ลูกจ้างของโจทก์ 42 คน อุทธรณ์ ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า ค่าเที่ยวเป็นค่าจ้าง จำเลยโดยสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 3 ทำการตรวจบัญชีค่าจ้างของลูกจ้างโจทก์และมีคำสั่งเป็นหนังสือ 2 ฉบับ ให้โจทก์ชำระเงินสมทบเพิ่มเติมแก่กองทุนประกันสังคมโดยรวมค่าเที่ยวเป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบ เป็นเงิน 5,900,234 บาท และ 5,088,464 บาท ตามลำดับ พร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมายร้อยละ 2 ต่อเดือน โจทก์จึงชำระเงินสมทบเพิ่มเติมให้แก่จำเลยไปภายในกำหนด เนื่องจากหากไม่ชำระจะต้องชำระเงินเพิ่มตามกฎหมาย แต่โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าวจึงยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยที่ 2679/2553 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัย การที่โจทก์ไม่หักค่าเที่ยวในส่วนของลูกจ้างและไม่ได้นำเงินสมทบในส่วนของนายจ้างส่งเป็นเงินสมทบให้แก่จำเลย เนื่องจากโจทก์ถือปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่วินิจฉัยว่า ค่าเที่ยวไม่ใช่ค่าจ้างเป็นกรณีมีเหตุผลอันสมควร โจทก์ไม่ได้เจตนาฝ่าฝืนกฎหมาย กรณีของโจทก์ไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 49 โจทก์จึงไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม คำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยว่า ค่าเที่ยวเป็นค่าจ้างมีผลผูกพันเฉพาะคู่ความในคดี คือ ลูกจ้าง 42 คน ที่ฟ้องโจทก์ข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวแตกต่างจากข้อเท็จจริงในกรณีลูกจ้างรายอื่น ๆ ของโจทก์ที่มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างอยู่ในระเบียบข้อบังคับการทำงานว่าค่าเที่ยวเป็นการจ่ายค่าทำงานเกินเวลาทำงานปกติแบบเหมาจ่าย ค่าเที่ยวจึงไม่ใช่ค่าจ้างที่ต้องหักเป็นเงินสมทบตามคำสั่งของจำเลย จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ชำระเงินสมทบเพิ่มเติมได้เฉพาะในส่วนของลูกจ้าง 42 คน ที่ฟ้องโจทก์เท่านั้น แต่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ชำระเงินสมทบเพิ่มเติมทั้งในส่วนของลูกจ้าง 42 คน และลูกจ้างรายอื่น ๆ ของโจทก์ทั้งหมดด้วย จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนหรือยกเลิกหรือแก้ไขคำสั่งหรือคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นว่าโจทก์ไม่ต้องชำระเงินสมทบเพิ่มเติมและเงินเพิ่มตามกฎหมาย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์ประกอบกิจการขนส่งสินค้าทางบกโดยใช้รถยนต์บรรทุกส่งสินค้าให้แก่ห้างโลตัสตามสาขาทั่วประเทศ มีลูกจ้างซึ่งเป็นพนักงานขับรถแผนกขนส่งทำหน้าที่ขับรถบรรทุกส่งสินค้าได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนและค่าเที่ยว โดยจ่ายค่าเที่ยวตามผลงานที่ทำคำนวณตามระยะทางที่ขับรถไปส่งสินค้าไม่ได้คำนึงถึงระยะเวลาในการขับรถ และจ่ายค่าเที่ยวให้เป็นรายเที่ยวในลักษณะเป็นหน่วยการทำงานในแต่ละหน่วย เดิมโจทก์นำเงินเดือนและค่าเที่ยวของลูกจ้างรวมคำนวณเงินสมทบนำส่งจำเลย แต่เมื่อศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาในคราวที่มีลูกจ้าง 42 คน ฟ้องเรียกค่าล่วงเวลาหรือค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติว่าโจทก์จ่ายค่าเที่ยวเป็นค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติ ลูกจ้าง 42 คน ไม่ยินยอมให้โจทก์นำค่าเที่ยวไปรวมเป็นค่าจ้างเพื่อคำนวณเงินสมทบนำส่งจำเลยอีกต่อไป ซึ่งโจทก์เห็นด้วยว่าค่าเที่ยวไม่ใช่ค่าจ้างจึงไม่นำค่าเที่ยวมารวมคำนวณเงินสมทบ ต่อมาลูกจ้าง 42 คน อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 3631
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1441/2559 · ทนอย Thanoy