คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542
ฎีกาที่ 1442/2542
หลักกฎหมาย
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 14 แห่ง พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526คือ ผู้ใดยื่นคำขอมีบัตรต่อพนักงานเจ้าหน้าที่การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทยยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่าจำเลยเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ จึงครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 14 แล้ว จำเลยยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ ณ ที่ว่าการอำเภอแม่จัน ในครั้งแรกโดยแจ้งข้อความและแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จความผิดก็สำเร็จแล้วเมื่อจำเลยยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชน ใหม่ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ ที่ว่าการอำเภอกระทุ่มแบน จึงเป็นความผิดกรรมใหม่กระทงใหม่ ต่างกรรมต่างวาระกัน ไม่ใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นบุคคลต่างด้าว สัญชาติไต้หวันมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน กระทำผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรม ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 6 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2536 เจ้าพนักงานตำรวจกองปราบปรามเข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งที่อำเภอแม่จันจังหวัดเชียงราย และจับกุมจำเลย กล่าวหาว่าจำเลยคือนายเลียว ชุง ฟู ชาวไต้หวันเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยปฏิเสธ อ้างว่าจำเลยคือนายยรรยงหรือยาลี อดีตทหารจีนคณะชาติซึ่งเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยได้รับอนุญาตให้แปลงสัญชาติตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การแปลงสัญชาติ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2526 และแสดงบัตรประจำตัวประชาชนไทยออกให้ ณ ที่ว่าการอำเภอกระทุ่มแบนจังหวัดสมุทรสาคร มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่าโจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายเลยว่าจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ใคร ที่ไหน และผู้ที่จำเลยแจ้งเท็จนั้นเป็นนายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ หรือปลัดอำเภอหรือเป็นพนักงานฝ่ายปกครองตามประกาศกระทรวงมหาดไทยซึ่งออกตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2505เห็นว่า ความผิดตามมาตราที่โจทก์ฟ้องคือมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 นั้น กฎหมายเพียงแต่บัญญัติว่าผู้ไม่มีสัญชาติไทยผู้ใดยื่นคำขอมีบัตรโดยแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าตนเป็นผู้มีสัญชาติไทย ฯลฯ ดังนั้น องค์ประกอบความผิดตามมาตรานี้คือผู้ใดยื่นคำขอมีบัตรต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ส่วนพนักงานฝ่ายปกครองตำแหน่งต่าง ๆ ตามที่จำเลยอ้างมาในฎีกานั้น หาใช่องค์ประกอบความผิดแต่อย่างใดไม่ ฉะนั้นที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทยยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่าจำเลยเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ จึงครบองค์ประกอบความผิดมาตรา 14 นี้แล้วคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ปัญหาต่อไปว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะโจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่าจำเลยบังอาจยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ไม่ระบุว่าเป็นเจ้าหน้าที่ที่ใด ใครเป็นเจ้าหน้าที่นั้น มีหน้าที่อะไรและข้อความอันเป็นเท็จนั้นมีข้อสำคัญอย่างไร เห็นว่า แม้ในการบรรยายฟ้องตอนต้นโจทก์จะไม่ได้ระบุว่า จำเลยยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใด แต่ในตอนท้ายของคำฟ้องแต่ละข้อก็ระบุไว้แล้วว่าเหตุเกิดที่ที่ว่าการอำเภออะไรบ้าง ซึ่งเมื่ออ่านโดยตลอดแล้วก็เข้าใจได้ว่า จำเลยยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของที่ว่าการอำเภอที่ระบุชื่อไว้ในตอนท้ายของคำฟ้องแต่ละข้อนั่นเอง พนักงานเจ้าหน้าที่คือใคร มีหน้าที่อย่างไรเป็นรายละเอียดที่โจทก์นำสืบได้ในชั้นพิจารณา และสำหรับข้อความอันเป็นเท็จมีข้อสำคัญอย่างไรนั้น โจทก์ก็บรรยายไว้แล้วว่าเท็จตรงที่จำเลยเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทย แต่แจ้งว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำความผิดโดยการแปลงสัญชาติเมื่อวันที่8 สิงหาคม 2526 และต่อมาได้มีการขอบัตรประจำตัวประชาชนเกิดขึ้น น่าจะถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันโจทก์ฟ้องวันที่ 23 ธันวาคม 2536 เกิน 10 ปี คดีจึงขาดอายุความ เห็นว่า วันที่ 8 สิงหาคม 2526 ยังไม่มีการกระทำความผิดอย่างใดของจำเลย เพียงแต่เป็นวันที่กระทรวงมหาดไทย ประกาศเรื่องการแปลงสัญชาติของนายยรรยงหรือยาลี อันเป็นประกาศที่จำเลยนำมาอ้างขอมีบัตรประจำตัวประชาชนในเวลาต่อมาตามฟ้องของโจทก์นั้น วันที่จำเลยเริ่มกระทำความผิดได้แก่วันที่จำเลยไปยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนที่ที่ว่าการอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย คือวันที่ 24 มิถุนายน 2528นับจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี จึงไม่ขาดอายุความ ที่จำเลยฎีกามาในตอนท้ายของข้อเดียวกันนี้ว่าการกระทำตามฟ้องทั้งหมดเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท เห็นสมควรวินิจฉัยภายหลัง เพราะหากฟังว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด ก็ไม่จำต้องวินิจฉัย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ในเบื้องต้นต้อ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง