คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2527
ฎีกาที่ 1443/2527
หลักกฎหมาย
โจทก์เป็นลูกจ้างโรงงานกระสอบซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของขณะโจทก์ดำรงตำแหน่งสมุห์บัญชีได้ลงชื่อและประทับตราโรงงานฯรับทราบการโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. และห้างหุ้นส่วนจำกัดบ. โอนสิทธิการรับเงินค่าปอจากโรงงานฯ ให้แก่บริษัท ท. อันมีผลผูกพันตามกฎหมายที่โรงงานฯจะ ต้องจ่ายเงินให้แก่บริษัท ท. เท่านั้น เช่นนี้ การที่ โจทก์ปฏิบัติหน้าที่โดยจ่ายเงินให้แก่ห้างทั้งสองแทนที่จะจ่าย ให้แก่บริษัท ท. เป็นเหตุให้บริษัท ท. มีหนังสือทวงถาม จากจำเลย จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อและก่อให้เกิดความเสียหาย อย่างร้ายแรงแก่จำเลย จำเลยจึงมีสิทธิใช้อำนาจ ตามระเบียบเลิกจ้างโจทก์ โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าได้ และถือไม่ได้ว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าได้ลงโทษเลิกจ้างโจทก์โดยใช้อำนาจตามระเบียบที่วางไว้ เพราะโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ประมาทเลินเล่อทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่จำเลยการที่ศาลวินิจฉัยว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อ จึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาท คำฟ้องของโจทก์ที่กล่าวหาว่าจำเลยปิดประกาศคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั่วไปที่สำนักงานใหญ่และที่โรงงานเป็นการละเมิดต่อ โจทก์ ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย มิใช่เป็นคดีอันเกิดจากมูลละเมิดระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานโจทก์จึงไม่มีสิทธิเสนอคำฟ้องข้อหานี้ต่อศาลแรงงาน
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 306ป.พ.พ. 420ป.วิ.พ. 142ป.วิ.พ. 183พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 8พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 49
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของโรงงานกระสอบกระทรวงการคลัง จำเลยที่ 2 เป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการของโรงงานกระสอบ โจทก์เป็นลูกจ้างโรงงานกระสอบดังกล่าว ตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร จำเลยได้มีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงานตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2523โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าและไม่จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ และเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม อีกทั้งได้ปิดประกาศคำสั่งทั่วไปที่สำนักงานใหญ่และที่โรงงานกระสอบทำให้โจทก์เสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติคุณ ขอให้บังคับจำเลยกับโจทก์เสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติคุณ ขอให้บังคับจำเลยกับโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าตำแหน่งเดิม ให้โจทก์ได้รับค่าจ้างในอัตราที่โจทก์มีสิทธิจะได้เลื่อนขั้นปีละ 1 ขั้น และมีสิทธิได้ปรับค่าจ้างในระหว่างเลิกจ้าง กับต้องจ่ายค่าจ้างระหว่างเลิกจ้างแก่โจทก์เสมือนหนึ่งว่าไม่เคยมีการเลิกจ้างมาก่อน หากไม่อาจบังคับได้ ก็ให้ชดใช้ค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินบำเหน็จหรือเงินกองทุนสงเคราะห์ ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม ค่าเสียหายที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติคุณ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 12,395,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในจำนวนเงินดังกล่าวนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การร่วมกันว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 มีอำนาจกระทำการโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอำนวยการโรงงานกระสอบ กระทรวงการคลัง จำเลยที่ 2 จึงมิใช่นายจ้างของโจทก์ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์มีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริต เนื่องจากโรงงานกระสอบได้ซื้อปอจากห้างหุ้นส่วนจำกัด เจริญธัญญวัฒน์ และห้างหุ้นส่วนจำกัด บำรุงไทยกสิกรรม แต่ห้างทั้งสองได้โอนทรัพย์สิทธิการรับเงินค่าปอจากโรงงานกระสอบให้แก่บริษัทไทยเซฟวิ่งก์ทรัสต์ จำกัด และแจ้งการโอนให้โรงงานกระสอบทราบแล้วแต่โจทก์ซึ่งดำรงตำแหน่งสมุห์บัญชีได้ดำเนินการจ่ายเงินให้บริษัทไทยเซฟวิ่งก์ทรัสต์ จำกัด ไปเพียงบางส่วน นอกจากนั้นได้จ่ายให้แก่ห้างทั้งสองโดยรู้อยู่แล้วว่าห้างทั้งสองไม่มีสิทธิได้รับ และต่อมาบริษัทไทยเซฟวิ่งก์ทรัสต์ จำกัด ได้ทวงถามให้โรงงานกระสอบจ่ายเงิน คณะกรรมการสอบสวนวินัยถือว่าโจทก์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง โจทก์จึงถูกไล่ออกจากงาน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายและเงินอื่นใด ขอให้พิพากษายกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อในการจ่ายเงินให้แก่ห้างทั้งสอง แต่ตามพฤติการณ์ที่บริษัทไทยเซฟวิ่งก์ทรัสต์ จำกัดประพฤติต่อห้างทั้งสองกับโรงงานกระสอบ มีส่วนสำคัญที่ทำให้โจทก์สับสนและชำระหนี้ไม่ถูกต้องได้ ทั้งความเสียหายยังไม่เกิดขึ้นแก่โรงงานกระสอบ ยังไม่พอถือว่าความประมาทเลินเล่อของโจทก์เป็นเหตุให้เสียหายแก่หน้าที่อย่างร้ายแรงและมีสาเหตุเนื่องจากผู้อำนวยการไม่พอใจโจทก์ จึงเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแต่โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จหรือเงินกองทุนสงเคราะห์ การที่จำเลยไล่โจทก์ออกจากงานไม่เป็นการละเมิด และการปิดประกาศคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงานก็ไม่ใช่มูลละเมิดที่สืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีในมูลละเมิดดังกล่าว จำเลยที่ 2 ไม่มีฐานะเป็นนายจ้างจึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ พิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชย 70,800 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 11,800 บาท และค่าเสียหาย 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ฯลฯคำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมาว่า โจทก์เป็นหัวหน้าฝ่ายการเงินและบัญชีหรือสมุห์บัญชีของโรงงานกระสอบได้รับทราบการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวแล้ว ยังได้จ่ายเงินให้แก่ห้างทั้งสองซึ่งเป็นผู้โอนสิทธิเรียกร้องโดยความประมาทเลินเล่อและเป็นเหตุบริษัทไทยเซฟวิ่งทรัสต์ จำกัด มีหนังสือทวงเตือนให้โรงงานกระสอบชำระหนี้ แล้ววินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยที่ 1 ที่ว่า ความประมาทเลินเล่อของโจทก์เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โรงงานกระสอบอย่างร้ายแรงนั้น ว่า การที่โจทก์ลงชื่อรับทราบการโอนสิทธิเรียกร้องย่อมมีผลผูกพันตามกฎหมายที่โรงงานกระสอบจะต้องจ่ายเงินค่าปอให้แก่บริษัทไทยเซฟวิ่งก์ทรัสต์ จำกัด ผู้รับโอนสิทธิ เมื่อโจทก์จ่ายเงินให้แก่ห้างทั้งสอง เป็นเหตุให้บริษัทไทยเซฟวิ่งก์ทรัสต์ จำกัด ไม่ได้รับชำระหนี้ค่าปอตามหนังสือแจ้งโอนสิทธิเรียกร้องเป็นจำนวนหกล้านบาทเศษ จึงได้เรียกร้องให้โรงงานกระสอบชำระ ซึ่งโรงงานกระสอบอาจถูกฟ้องร้องให้ชำระหนี้แก่บริษัทไทยเซฟวิ่งก์ทรัสต์ จำกัด ได้อีก ความประมาทเลินเล่อของโจทก์จึงเป็นเหตุให้เกิดความเสียหา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง