คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544
ฎีกาที่ 1443/2544
หลักกฎหมาย
จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ ห. ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โดยไม่ได้รับความยินยอมจาก ข. ผู้จัดการมรดกอีกคนหนึ่ง จึงไม่ใช่นิติกรรมที่ได้รับความเห็นชอบด้วยเสียงส่วนมากไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 จึงไม่ผูกพันกองมรดกตามมาตรา 1724 การที่ ข. ให้ความยินยอมในภายหลัง ไม่ทำให้นิติกรรมที่ไม่ชอบกลับเป็นนิติกรรมสมบูรณ์ขึ้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้จำเลยที่ 1 และ ข. ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายเมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 และในภายหลังโดยเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนแล้ว จึงไม่ใช่เป็นการกระทำที่ทำลงโดยรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบโจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามมาตรา 237
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2536 จำเลยที่ 1ทำหนังสือสัญญาจะขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 1919 ให้แก่โจทก์ในราคาไร่ละ 270,000 บาทตกลงโอนที่ดินในวันที่ 10 พฤษภาคม 2537 โดยจำเลยที่ 1ได้รับเงินมัดจำ 200,000 บาท ไปจากโจทก์แล้วในวันทำสัญญาถึงกำหนดจำเลยที่ 1 ไม่ไปโอนที่ดินให้แก่โจทก์และได้ขอผัดผ่อนเรื่อยมา ต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำให้โจทก์เสียเปรียบ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1919ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วให้จำเลยที่ 1 ขายที่ดินให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์จะวางเงินส่วนที่เหลือของราคาที่ดินให้แก่โจทก์ได้ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน800,000 บาท แต่หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับโอนที่ดินโดยมีค่าตอบแทนและโดยสุจริต ขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงินมัดจำ 200,000 บาท และชดใช้ค่าเสียหาย 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า ในวันนัดโอนที่ดินจำเลยที่ 1 ไปสำนักงานที่ดินแต่โจทก์ไม่มีเงินพร้อมที่จะชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ชอบที่จะริบมัดจำได้ จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยสุจริต จำเลยที่ 1ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 1 และนายขอเดะ ไนหมาน โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตทั้งได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2และที่ 3 ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1919 ตำบลบ้านนา อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ลงวันที่ 19เมษายน 2539 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ชำระราคาที่ยังค้างอยู่ในวันจดทะเบียนโอนที่ดินหากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถจดทะเบียนโอนขายที่ดินแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินมัดจำจำนวน 200,000 บาท และเบี้ยปรับอีก200,000 บาท รวมเป็นเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของเงินมัดจำ 200,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 15 กุมภาพันธ์2539) และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเบี้ยปรับ 200,000 บาทนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า นายหมะอะสัน บิดาจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1919 ตำบลบ้านนา อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน 80 ตารางวา ต่อมานายหมะถึงแก่กรรมนายขอเดะ ไนหมาน หลานนายหมะทายาทคนหนึ่งจึงได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายหมะ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายขอเดะเป็นผู้จัดการมรดกของนายหมะเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2535 ต่อมาจำเลยที่ 1ก็ได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการขอนายหมะบิดาเช่นกันศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายหมะ เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2536เจ้าพนักงานที่ดินได้หารือมายังศาลชั้นต้นเกี่ยวกับปัญหาที่มี ผู้จัดการมรดกซ้อนกันดังกล่าว ศาลชั้นต้นจึงหมายเรียกนายขอเดะและจำเลยที่ 1มาสอบถามในที่สุดศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2537ให้นายขอเดะและจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายหมะร่วมกันซึ่งเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2536 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ราคาไร่ละ 270,000 บาท โจทก์วางเงินมัดจำ200,000 บาท และนัดจดทะเบียนโอนที่ดินในวันที่ 10 พฤษภาคม 2537 ตามสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.2 เมื่อถึงกำหนดวันนัดจดทะเบียนโอนดังกล่าว ปรากฏว่าไม่มีการจดทะเบียนโอนที่ดินตามสัญญา ต่อมาวันที่ 19 เมษายน 2538 จำเลยที่ 1 และนายขอเดะในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมกันได้ตกลงขายที่ดินพิพาทและจดทะเบียนโอนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายและสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.5 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในประการแรกว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 1ผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาท ศาลฎีกาเห็นว่า ในประเด็นว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่นั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 และนายขอเดะผู
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง