คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551
ฎีกาที่ 1447/2551
หลักกฎหมาย
ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 รับผู้กล่าวหาทั้งสองไปศาลและพากลับจากศาลโดยทราบดีว่าผู้กล่าวหาทั้งสองไปศาลเพื่อเบิกความต่อศาลตามหมายเรียก โดยไม่ให้ผู้กล่าวหาทั้งสองเบิกความต่อศาลตามหมายเรียก จึงเป็นการร่วมกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 ขัดขวางการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาล อันเข้าลักษณะเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลซึ่งถือว่ากระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1) ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ที่ว่า สถานที่ที่เกิดเหตุมิใช่บริเวณศาลเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งหยิบยกขึ้นมาว่ากล่าวในภายหลังซึ่งขัดแย้งกับคำรับสารภาพผิดของผู้ถูกกล่าวที่ 3 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบแต่ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกา ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ที่ว่า องค์คณะของผู้พิพากษาในการพิจารณาคดีและพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะรายชื่อผู้พิพากษาในองค์คณะพิจารณาคดีและพิพากษาคดีเป็นรายชื่อผู้พิพากษาคนละองค์คณะกัน เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง และถือว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบแต่ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ได้ร่วมกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 พี่ชายจำเลยและผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ทนายความของจำเลยกระทำการขัดขวางการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาลด้วยการพาและบอกให้ผู้กล่าวหาทั้งสองซึ่งมาศาลในวันนัดตามหมายเรียกแล้วกลับบ้าน เพื่อมิให้ผู้กล่าวหาทั้งสองเบิกความเป็นพยานต่อศาล โดยมีเจตนาเพื่อจะช่วยให้จำเลยไม่ต้องรับโทษ การกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จึงเป็นข้อเท็จจริงในสาระสำคัญที่มีลักษณะเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาเรื่องมีเหตุสมควรรอการลงโทษให้แก่ผู้ถูกกล่วหาที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 หรือไม่ ไปพร้อมกัน
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีสืบเนื่องมาจากพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องนายอานนท์เป็นจำเลยข้อหาพรากเด็กหญิง..... ผู้กล่าวหาที่ 2 อายุ 14 ปีเศษ ไปจากนางดวงใจผู้กล่าวหาที่ 1 มารดาผู้กล่าวหาที่ 2 และกระทำชำเราผู้กล่าวหาที่ 2 โดยผู้กล่าวหาที่ 2 ยินยอม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 317 ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้กล่าวหาทั้งสองซึ่งโจทก์อ้างเป็นพยานได้รับหมายเรียกของศาลชั้นต้นแล้วไม่มาศาลและไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้ศาลชั้นต้นทราบ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้กล่าวหาทั้งสองได้ตามหมายจับของศาลชั้นต้น และนำตัวผู้กล่าวหาทั้งสองมาส่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วได้ความว่า ผู้กล่าวหาทั้งสองมาศาลทุกนัด แต่ในนัดแรกผู้ถูกกล่วหาที่ 4 ได้พาผู้กล่าวหาทั้งสองกลับบ้าน อ้างว่าจำเลยไม่มาศาลไม่ต้องไปเป็นพยาน ส่วนนัดที่ 2 ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 พาผู้กล่าวหาทั้งสองไปพบผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ซึ่งเป็นพี่ชายจำเลยและผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ทนายความของจำเลย ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 ให้ผู้กล่าวหาทั้งสองกลับบ้าน อ้างว่าจะประสานงานกับศาลชั้นต้นและพนักงานอัยการเอง ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีมีมูลความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล หมายเรียกผู้กล่าวหาทั้งสี่มาสอบคำให้การและดำเนินการต่อไป ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ถึงที่ 4 มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ให้จำคุกคนละ 6 เดือน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 คนละ 3 เดือน ให้ยกข้อกล่าวหาสำหรับผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ขอแถลงการณ์ด้วยปากนั้น เห็นว่าไม่จำเป็นแก่คดีจึงให้งดเสีย ในเบื้องต้นเห็นควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ก่อนว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ร่วมกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลด้วยหรือไม่เพราะผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ยังฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่าในวันที่ 29 มกราคม 2545 ที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 พาผู้กล่าวหาทั้งสองไปศาลและพากลับบ้านนั้น ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ได้กระทำไปโดยไม่ทราบว่าในวันดังกล่าวผู้กล่าวหาทั้งสองต้องมาเป็นพยานศาล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ไม่มีเจตนาขัดขวางการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาล ในข้อนี้แม้ว่าตามคำเบิกความของผู้กล่าวหาทั้งสองในชั้นไต่สวนจะยังไม่ได้ความชัดแจ้งว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ทราบหรือไม่ว่าวันดังกล่าวผู้กล่าวหาทั้งสองมาศาลตามหมายเรียกพยานของศาลก็ตาม แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงที่ผู้กล่าวหาทั้งสองให้การต่อศาลทั้งในชั้นต้นที่ถูกจับกุมตัวมาศาลเนื่องจากขัดขืนไม่มาศาลตามหมายเรียกเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 หรือในชั้นไต่สวนเรื่องละเมิดอำนาจศาลเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2545 นั้น ล้วนได้ความตรงกันในสาระสำคัญว่า ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1156/2544 ของศาลชั้นต้น ซึ่งพนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นโจทก์ฟ้องนายอานนท์เป็นจำเลยในข้อหาพรากผู้กล่าวหาที่ 2 ซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากผู้กล่าวหาที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาเพื่อการอนาจาร และกระทำชำเราผู้กล่าวหาที่ 2 นั้น ผู้กล่าวหาทั้งสองต่างไม่ติดใจเอาความกับจำเลยแล้ว เนื่องจากผู้กล่าวหาที่ 1 ได้รับเงินชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 40,000 บาท จากฝ่ายจำเลยแล้วซึ่งเจือสมกับคำร้องประกอบคำรับสารภาพฉบับลงวันที่ 12 มีนาคม 2545 ของผู้กล่าวหาที่ 2 ซึ่งเป็นพี่ชายของจำเลยที่ยอมรับว่าตนเป็นผู้ติดต่อให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 เป็นทนายแก้ต่างให้จำเลย และผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ได้แนะแนวทางที่เป็นประโยชน์แก่การต่อสู้คดีของจำเลยว่าให้ผู้กล่าวหาทั้งสองซึ่งเป็นผู้เสียหายยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว เพื่อให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยและผู้กล่าวหาที่ 2 ได้จดทะเบียนสมรสกัน แล้วให้จำเลยมารับสารภาพต่อศาล ซึ่งหากดำเนินการตามแนวทางเช่นนี้ แม้จำเลยมีความผิดแต่ก็ไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคท้าย และสอดคล้องกับคำร้องประกอบคำรับสารภาพของผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ฉบับลงวันที่ 12 มีนาคม 2545 โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 อ้างว่าตนได้จัดทำคำร้องขออนุญาตสมรส ใบแต่งทนายความ หนังสือยินยอมให้สมรสของมารดาและหนังสือรับรองของผู้จะจัดการสมรสให้เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 นำไปให้ผู้กล่าวหาทั้งสองลงชื่อด้วยตามเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 3 แต่ศาลฎีกาได้ตรวจเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 3 ทุกฉบับดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าเป็นเพียงข้อความที่พิมพ์เตรียมไว้เพื่อจะยื่นคำร้องต่อศาลเท่านั้น ไม่ปรากฏว่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง