คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551
ฎีกาที่ 1453/2551
หลักกฎหมาย
จำเลยอุทธรณ์ว่าสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นจากยกฟ้องแย้งเป็นให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนการเช่าตึกแถวที่พิพาทให้แก่จำเลย แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแต่เพียงว่าคดีจำเลยต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงแล้วพิพากษาให้ยกอุทธรณ์โดยมิได้วินิจฉัยคดีในส่วนของฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 ฟ้องแย้งของจำเลยที่อ้างว่าการเช่าตึกแถวพิพาทระหว่างจำเลยกับโจทก์เป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาและขอให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนการเช่าตึกแถวที่พิพาทเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทของโจทก์ 1 ห้อง เลขที่ 248 มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2539 ค่าเช่าเดือนละ 1,200 บาท ต่อมาเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าแล้วโจทก์ต้องการจะซ่อมแซมตึกแถวพิพาทจึงไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าต่อไป โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากตึกแถวพิพาทแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จึงขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากตึกแถวพิพาท และส่งมอบให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อยให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายที่ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์จากการนำตึกแถวพิพาทออกให้เช่าเป็นเงินเดือนละ 35,000 บาท นับแต่วันที่ 11 มกราคม 2543 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1 ปี เป็นเงิน 420,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน ดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 35,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากตึกแถวพิพาทและส่งมอบให้โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ในปี 2533 จำเลยตกลงเช่าตึกแถวพิพาทของโจทก์โดยเสียเงินในการซ่อมแซมตึกแถวพิพาทให้โจทก์จำนวน 450,000 บาท โจทก์ตกลงให้จำเลยเช่ามีกำหนด 20 ปี สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่า ปัจจุบันยังเหลือระยะเวลาเช่าอีก 9 ปี แต่โจทก์กรอกข้อความในสัญญาเป็นการเช่าเพียง 1 ปี ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมาสูงเกินความเป็นจริง เนื่องจากปัจจุบันตึกแถวพิพาทมีสภาพทรุดโทรมมากและตั้งอยู่ในชุมชนแออัด ไม่สะดวกในการจอดรถยนต์ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันตกต่ำ หากให้บุคคลภายนอกเช่าจะได้ค่าเช่าในอัตราเดือนละ 5,000 บาท ถึงเดือนละ 6,000 บาท เท่านั้นขอให้ยกฟ้องโจทก์และบังคับโจทก์ดำเนินการจดทะเบียนการเช่าตึกแถวพิพาทให้จำเลยมีกำหนดเวลาเช่าเดือนละ 6,000 บาท หากโจทก์ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่เคยรับเงินจำนวน 450,000 บาท จากจำเลยเพื่อเป็นค่าซ่อมแซมตึกแถวพิพาท และไม่เคยตกลงให้จำเลยเช่ามีกำหนดเวลา 20 ปี ในการตกลงให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทโจทก์เรียกเงินกินเปล่าจากจำเลยจำนวน 320,000 บาท สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงหาใช่สัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าไม่ หลังครบกำหนดสัญญาเช่าวันที่ 31 ธันวาคม 2539 ไม่มีการต่อสัญญาเช่าแต่จำเลยยังอยู่และใช้ประโยชน์ในตึกแถวพิพาทโดยโจทก์ได้เก็บค่าเช่าจากจำเลยตลอดมา จนปี 2540 โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลย สัญญาเช่าเป็นอันระงับแล้ว ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากตึกแถวเลขที่ 248 ถนนมหาจักร แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร และส่งมอบให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายจำนวน 72,000 บาท ให้แก่โจทก์ และค่าเสียหายต่อไปในอัตราเดือนละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 มกราคม 2544) ไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากตึกแถวดังกล่าวและส่งมอบให้โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำเลยยื่นอุทธรณ์ 2 ประเด็น ประเด็นข้อแรกอุทธรณ์ว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าประเด็นอีกข้อหนึ่งอุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ส่งประเด็นไปสืบพยานจำเลยที่ศาลจังหวัดพัทยาเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาอุทธรณ์ข้อแรกเนื่องจากคดีของจำเลยต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง และยกอุทธรณ์จำเลยข้อสองเนื่องจากจำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นไว้ก่อน จำเลยฎีกาประเด็นเดียวว่า คดีของจำเลยไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงส่วนที่ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่อุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณานั้น จำเลยไม่ฎีกา ประเด็นดังกล่าวจึงยุติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คดีของจำเลยทั้งในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ สำหรับในส่วนของฟ้องเดิมนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง ได้บัญญัติหลักเกณฑ์กรณีต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท หรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ซึ่งแยกได้เป็น 2 กรณี คือ กรณีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท และกรณีฟ้องขับไล่บุคคลอื่นนอกจากผู้เช่า เช่น ผู้อาศัยหรือผู้ละเมิด เป็นต้น ออกจากอ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง