ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2555

ฎีกาที่ 14556/2555

หลักกฎหมาย

พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง ไม่ได้บัญญัติชัดเจนว่า เจ้าของอสังหาริมทรัพย์จะต้องร้องขอให้เจ้าหน้าที่เวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินส่วนที่เหลือในระยะเวลาใด เมื่อปรากฏว่าเจ้าหน้าที่เวนคืนมีหนังสือถึงโจทก์ให้ไปรับเงินค่าทดแทน โจทก์จึงมีสิทธิยื่นอุทธรณ์เงินค่าทดแทนได้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง แม้ขณะที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์และมีหนังสือขอให้ซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนเป็นระยะเวลาที่เลยกำหนด พ.ร.ฎ.เวนคืนใช้บังคับแล้วก็ตาม ไม่ทำให้อุทธรณ์และหนังสือแจ้งร้องขอให้ซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนสิ้นสิทธิอุทธรณ์และสิ้นสิทธิร้องขอให้ซื้อที่ดินไปด้วย เพราะมิฉะนั้นก็อาจเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่เวนคืนมีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกเวนคืนไปรับเงินค่าทดแทนใกล้กับวันครบกำหนดใช้บังคับตาม พ.ร.ฎ.เวนคืน อันจะทำให้ความในมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ไม่มีผลบังคับไปในตัว ซึ่งไม่ชอบด้วยเหตุผลความถูกต้องและความยุติธรรม

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 4,297,888 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,940,757 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มจำนวน 350,000 บาท และค่ารื้อถอนอาคารเพิ่มจำนวน 13,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินกว่าร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซื้อที่ดินจำนวน 11 ตารางวา ของโจทก์ในราคา 1,320,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 เมษายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้เป็นพับ โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 96298 ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 16 ตารางวา พร้อมอาคารพาณิชย์เลขที่ 5/15 หมู่ที่ 6 ถนนพิบูลสงคราม ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ถูกเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่อำเภอบางบัวทอง อำเภอเมืองนนทบุรี อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี และเขตตลิ่งชัน เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2537 เพื่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดนครอินทร์ และถนนต่อเชื่อมสายติวานนท์ - เพชรเกษม - รัตนาธิเบศร์ เนื้อที่ 5 ตารางวา ที่ดินคงเหลือจากการเวนคืนเนื้อที่ 11 ตารางวา โดยโจทก์จะต้องรื้อถอนอาคารพาณิชย์เลขที่ 5/15 ออกไปด้วย คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 70,000 บาท เป็นเงิน 350,000 บาท เงินค่าทดแทนอาคารสิ่งปลูกสร้างจำนวน 787,783 บาท เงินค่ารื้อย้ายมิเตอร์ไฟฟ้าจำนวน 4,550 บาท เงินค่ารื้อย้ายมาตรประปาจำนวน 5,045 บาท เงินค่ารื้อย้ายทรัพย์สินจำนวน 10,860 บาท รวมเป็นเงิน 1,158,238 บาท เจ้าหน้าที่เวนคืนมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินจำนวนดังกล่าว โจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนเพิ่มรวมทั้งขอให้ซื้อที่ดิน ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนต่อจำเลยที่ 2 และในวันเดียวกันโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 4 ขอให้ซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนเนื้อที่ 11 ตารางวา ในราคาตารางวาละ 230,000 บาท มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นข้อแรกว่า โจทก์สมควรได้รับเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่ถูกเวนคืนเนื้อที่ 5 ตารางวา ในราคาตารางวาละ 120,000 บาท เป็นเงินค่าทดแทนเพิ่มตารางวาละ 50,000 บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนเพิ่มจำนวน 250,000 บาท หรือไม่ เห็นว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นประชุมครั้งที่ 12/2540 ลงมติว่า ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ปี 2539 ถึงปี 2542 เป็นแนวทางในการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดิน แสดงให้เห็นว่าการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ในราคาตารางวาละ 70,000 บาท ถือเอาราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 (3) เป็นสำคัญ ไม่ได้นำราคาซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 21 (1) มาพิจารณาประกอบด้วย ซึ่งไม่ถูกต้อง ทั้งยังปรากฏตามสำเนารายงานการประชุมของคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ครั้งที่ 8/2539 ว่า โครงการก่อสร้างถนนสายเลี่ยงเมืองนนทบุรี มีข้อมูลราคาตลาดว่า ตึกแถวเนื้อที่ 18 ตารางวา สภาพอาคาร 4 ชั้นครึ่ง อายุประมาณ 10 ปี ราคาประกาศขายห้องละ 4,500,000 บาท หักค่าก่อสร้างและค่าเสื่อมแล้วเหลือราคาที่ดิน 3,751,200 บาท หรือราคาตารางวาละ 208,400 บาท ซึ่งสภาพตึกแถวและสภาพที่ดินใกล้เคียงกับตึกแถวและที่ดินของโจทก์ แต่ของโจทก์ด้อยกว่าเพราะมีเนื้อที่ 16 ตารางวา และตามโฉนดที่ดินปรากฏว่ามีการออกโฉนดที่ดินอันแสดงว่ามีการสร้างตึกแถวประมาณปีดังกล่าว ซึ่งเป็นเวลาก่อนใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาเวนคืนนานถึงประมาณ 15 ปี อย่างไรก็ดีรายงานการประชุ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง