คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2531
ฎีกาที่ 1458/2531
หลักกฎหมาย
แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นจำเลยที่ 2 ร่วมข่มขืนกระทำชำเราและฆ่าผู้ตายก็ดี แต่โจทก์มีพยานแวดล้อมซึ่งล้วนแต่เห็นเหตุการณ์ใกล้ชิดกับการตายและการพบศพของผู้ตาย เมื่อฟังประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนแล้ว รับฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดจริง ศาลล่างปรับบทลงโทษในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราและฆ่าผู้ตายว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 ตรี และมาตรา289 นั้นไม่ถูกต้อง เพราะมาตรา 277 ตรีมิใช่บทความผิด แต่เป็นบทที่ลงโทษให้หนักขึ้นแก่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 276 วรรคสองความผิดตามมาตรา 276 และมาตรา 289 ก็มีหลายวรรค ทั้งมาตรา 277ตรีก็เป็นบทลงโทษที่มีหลายอนุมาตรา ต้องปรับบทให้ถูกต้องชัดเจนโดยมีผลถึงจำเลยที่ 1 ด้วยว่าจำเลยที่ 1,2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรค 2 ให้ลงโทษตามมาตรา 277 ตรี(2) และมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4),(5) และ (7).(ที่มา-ส่งเสริมฯ)
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 276, 277ตรี, 278, 280, 284, 288, 310 และ 318 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา7 และ 72 จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 ตรี และ 289 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7 และ 72 ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตาย ให้ลงโทษประหารชีวิตและความผิดฐานฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดหรือหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนทำไว้ ให้ลงโทษประหารชีวิตความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78ประกอบมาตรา 52 คงลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตาย เป็นจำคุกตลอดชีวิต และความผิดฐานฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดหรือหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดที่ตนทำไว้เป็นจำคุกตลอดชีวิต สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน ศาลให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่ต้องนำโทษในกระทงความผิดอื่นมารวมเข้าด้วยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)คงให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตลอดชีวิตเท่ากัน ข้อหาอื่นให้ยกเสีย ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 โจทก์ โจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ในระหว่างพิจารณาคดีของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า 'ในชั้นฎีกาคงมีปัญหาที่จะวินิจฉัยเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ว่าได้กระทำความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 1ข่มขื่นกระทำชำเราเด็กหญิง ม. จนสำเร็จความใคร่ แล้วฆ่าเด็กหญิงม. เพื่อปกปิดความผิดดังโจทก์ฟ้องหรือไม่เท่านั้น ในปัญหานี้โจทก์มีนายเสวย มงคลรัตน์ เบิกความเป็นพยานว่า ในวันที่ 5สิงหาคม 2527 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา ได้เห็นเด็กหญิง ม.และจำเลยที่ 2 ลงจากรถยนต์ที่ถนนหลังบ้านของจำเลยที่ 3 แล้วเด็กหญิงม.และจำเลยที่ 2 ได้พากันเดินไปทางบ้านของจำเลยที่ 3 โดยมีจำเลยที่ 1 ซึ่งขี่รถจักรยานต์แล่นตามรถยนต์มาได้ขี่รถแล่นตามเด็กหญิง ม.และจำเลยที่ 2 ไปด้วย และในตอนเย็นได้กลับมาถึงวัดป่าพฤกษ์เวลาประมาณ 17 นาฬิกา พบชาวบ้านชุมนุมกันอยู่ที่บ้านนายทวีหรืออ้อและชาวบ้านได้ถามว่าพบเห็นเด็กหญิงม. บ้างหรือไม่ จึงได้เล่าเหตุการณ์ที่พบเห็นเด็กหญิง ม. ไปกับจำเลยที่ 2 ให้ฟัง นายพยุง คล้ายสุบรรณ พยานโจทก์เบิกความว่าในวันที่ 5 สิงหาคม 2527 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา ได้พายเรือผ่านบ้านของจำเลยที่ 3 ได้ยินเสียงร้องของผู้หญิงร้องให้ช่วยด้วยดังมาจากทางบ้านของจำเลยที่ 3 นายอุดม สว่างประเสริฐ พยานโจทก์เบิกความว่าในวันที่ 5 สิงหาคม 2527 เวลาประมาณเที่ยงวัน ได้ไปซื้อกล้วยที่บ้านของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เมื่อเดินไปถึงทางหลังบ้านได้ไปยืนอยู่ที่ประตูพบจำเลยที่ 2 เช็ดถูรอยเลือดเมื่อร้องถามซื้อกล้วยจำเลยที่ 3 ปฏิเสธว่าไม่มี นายอรรถแสงอาวุธ พยานโจทก์เบิกความว่าในวันที่ 5 สิงหาคม 2527 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา ได้พายเรือหาปลาไปทางบ้านของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 เห็นจำเลยที่ 2 พายเรือสวนทางมาโดยที่จำเลยที่ 1 นั่งอยู่ที่หัวเรือตรงตอนกลางเรือมีผู้หญิงนอนอยู่ เห็นจากแสงไฟฟ้าหลอนนีออนและหลอดธรรมดาจากบ้านที่อยู่ฝั่งตรงข้าม นายถาวร ภู่พันธ์พยานโจทก์เบิกความว่าเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2527 เวลาประมาณ 22นาฬิกา ได้เดินพาคนมาถึงบริเวณบ้านของนางเปล่ง เป็นสวนกล้วยได้เปิดไฟฉายซึ่งติดอยู่ที่ศรีษะส่องไปเห็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 วิ่งหนีไปทางแม่น้ำ เมื่อฉายไฟไปที่ท้องร่องสวน เห็นผู้หญิงนอนอยู่มีใบตองปิดไว้ จึงรีบกลับบ้าน รุ่งขึ้นได้ไปเล่าเหตุการณ์ที่พบเห็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 หนีไปให้นายเกรียงไกร ศิริพัฒน์ เจ้าของโรงสีข้าวซึ่งตนเป็นลูกจ้างอยู่ฟังนายเกรียงไกรก็มาเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่านายถาวรได้มาเล่าเหตุการณ์ดังกล่าวให้ฟังจริง และให้ไปบอกให้โจทก์ร่วมทราบ นายถาวรจึงไปที่บ้านนายทวีหรืออ้อและเล่าเหตุการณ์ที่พบเห็นให้นายมานิตย์ โพธิไพจิตร สารวัตรกำนันฟัง นายมานิตย์ได้มาเบิกความเป็นพยานโจทก์อีกว่า ในวันที่ 6 สิงหาคม 2527ขณะที่คุยอยู่กับนายทวีหรืออ้อมีนายเสวยมาเล่าให้ฟังถึงเรื่องพบเห็นเด็กหญิงม. ลงรถไปกับจำเลยที่ 2 แล้วมีนายถาวรมาพบอีกและเล่าเหตุการณ์ที่พบเห็นจำเลยที่ 1 และที่ 2ให้ฟัง หลังจากรับแจ้งเช่นนั้นแล้วได้ไปที่บริเวณสวนของนายเปล่งก็พบเด็กหญิงม. นอนอยู่ในร่องสวนจึงกลับไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอบางปลาม้า พันตำรวจโทเกษม เจริญโต ขณะที่ยังรับราชการตำแหน่งสารวัตรใหญ่อยู่ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอบางปลาม้าพยานโจทก์เบิกความว่าเมื่อได้รับแ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง