คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2557
ฎีกาที่ 14580/2557
หลักกฎหมาย
งานที่จะมีลิขสิทธิ์ได้นั้นต้องเป็นงานสร้างสรรค์ซึ่งผู้สร้างสรรค์ได้ทำหรือก่อให้เกิดขึ้นด้วยการริเริ่มของตนเองโดยใช้ความรู้ความสามารถและความวิริยะอุตสาหะ จนทำให้งานนั้นสำเร็จจนถึงขนาดที่เรียกได้ว่าเป็นงานสร้างสรรค์โดยไม่ได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ลายผ้าของโจทก์ร่วมเป็นเพียงการนำลายโบราณมาปรับเปลี่ยนขนาดและเพิ่มเติมรายละเอียดของลายเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ได้จำนวนลายที่สมบูรณ์บนผ้าและเหมาะกับเครื่องทอผ้า โดยยังคงเค้าโครงหลักของลายโบราณ เป็นเพียงงานคลี่คลายลายโบราณ แต่ไม่ได้ใช้ความสามารถและจินตนาการของตนผูกลายเพิ่มขึ้นมาใหม่ในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ การที่โจทก์ร่วมเพียงแต่นำรูปแบบลายผ้ามาเลียนหรือประกอบเข้าด้วยกันแล้วเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมลายโบราณในส่วนของรายละเอียดเพียงเล็กน้อยมีลักษณะเป็นการคัดลอกหรือเลียนแบบหรือทำซ้ำซึ่งลวดลายของผ้าที่มีมาแต่โบราณซึ่งตกเป็นงานสาธารณะแล้วเท่านั้น ไม่ได้ทำหรือก่อให้เกิดงานโดยเปลี่ยนรูปใหม่หรือปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ งานดังกล่าวจึงไม่ใช่งานดัดแปลงงานที่มีมาแต่โบราณซึ่งตกเป็นงานสาธารณะแล้วถึงขนาดที่เรียกได้ว่าเป็นงานสร้างสรรค์ประเภทงานศิลปประยุกต์อันจะถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 และมาตรา 6
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 31, 69, 70, 75 และ 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 และ 91 ให้ผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ สั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และริบเครื่องจักรทอผ้าของกลาง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา บริษัทกรุงเจริญอุตสาหกรรมสิ่งทอ จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ให้คืนผลิตภัณฑ์สิ่งทอและเครื่องจักรทอผ้าของกลางแก่เจ้าของ โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์โดยทำซ้ำดัดแปลงลายผ้าซึ่งเป็นงานศิลปประยุกต์อันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมลงในผ้าและผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ ของจำเลยทั้งสาม และนำผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่จำเลยทั้งสามได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมออกขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขายเพื่อหากำไรและเพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 และมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ตามฟ้องหรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ลายผ้าทั้งเจ็ดตามวัตถุพยาน เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมหรือไม่ เห็นว่า งานที่จะมีลิขสิทธิ์ได้นั้นต้องเป็นงานสร้างสรรค์ซึ่งผู้สร้างสรรค์ได้ทำหรือก่อให้เกิดขึ้นด้วยการริเริ่มของตนเองโดยใช้ความรู้ความสามารถและความวิริยะอุตสาหะ จนทำให้งานนั้นสำเร็จจนถึงขนาดที่เรียกได้ว่าเป็นงานสร้างสรรค์โดยไม่ได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์และโจทก์ร่วมมีนางสาววิภาวรรณ พนักงานบริษัทโจทก์ร่วมมาเบิกความเป็นพยานว่า พยานเป็นผู้ออกแบบลายผ้าขิดคลองลานช้างทรงเครื่องเบอร์ 1 ผ้าขิดคลองลานช้างฉัตรทองเบอร์ 1 ผ้าขิดคลองลานช้างฝนตก ผ้าขิดคลองลานลายจีนเชิงช้าง และผ้าขิดคลองลานลายมะลิเชิงช้าง ในการออกแบบลายผ้าขิดคลองลานช้างทรงเครื่องเบอร์ 1 โจทก์ร่วมต้องการให้ช้างมีลักษณะพิเศษไม่เหมือนช้างโบราณทั่วไป พยานจึงปรับปรุงแก้ไขลายช้างหลายครั้งและนำลวดลายโบราณต่าง ๆ เช่น ลายประจำยามก้ามปูซึ่งเป็นลวดลายของผ้าชาวเขาและลายดอกแก้วมาประยุกต์ใช้ ในการออกแบบลายผ้าขิดคลองลานช้างฉัตรทองเบอร์ 1 ลายช้างนั้นพยานได้ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต หนังสือรูปสัตว์ และแนวคิดของผู้บริหาร พยานจึงวาดลายช้างใหม่โดยมีลักษณะพิเศษคือ ชูงวงออกจากตัวและก้าวเดินไปข้างหน้า ด้านหลังช้างเป็นลายไทยซึ่งได้แนวคิดมาจากหนังสือลายไทย วาดลายภาพตัวช้างเป็นกรอบสี่เหลี่ยมโดยนำแนวคิดมาจากหนังสือผ้าไทย ส่วนสามเหลี่ยมที่เหลือทั้งสี่ด้านพยานนำแนวคิดมาจากหนังสือเส้นสายลายศิลป์ซึ่งเป็นลายตะวันตก ในการออกแบบลายผ้าขิดคลองลานช้างฝนตก พยานนำลวดลายผ้าไหมเอราวัณเบอร์ 1 ของนายวิชิต มาปรับปรุงสร้างสรรค์ขึ้นใหม่จากช้างที่มีลักษณะงวงเข้าหาตัวดัดแปลงเป็นชูงวงออกจากตัว แล้วออกแบบลายไทยและลายคั่น ในการออกแบบผ้าขิดคลองลานลายจีนเชิงช้างและผ้าขิดคลองลานลายมะลิเชิงช้างมีการออกแบบเหมือนกัน โจทก์ร่วมต้องการให้นำลายผ้าขิดคลองลานลายจีนและผ้าขิดคลองลานลายมะลิที่นายวิชิตเคยออกแบบไว้มาประยุกต์ใหม่เพื่อนำไปใช้เป็นผ้าคลุมเตียง โดยให้เชิงผ้าคลุมเตียงมีลายช้างเป็นองค์ประกอบหลัก พยานจึงนำลายช้างจากผ้าขิดคลองลานช้างฉัตรทองเบอร์ 1 มาประยุกต์ใช้ให้มีขนาดเล็กลง ส่วนเชิงผ้าพยานได้ข้อมูลจากหนังสือแฟชั่นผ้าไทย อินเทอร์เน็ต และจากการศึกษาดูงาน แล้วคิดลายเส้นนกคู่ขึ้นมาซึ่งนำมาจากผ้าแพรวา และออกแบบลายคั่น พยานจัดทำรายละเอียดที่มาและขั้นตอนการออกแบบลายผ้า และนายอภิยศ พนักงานบริษัทโจทก์ร่วมมาเบิกความเป็นพยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่า พยานเป็นผู้ออกแบบผ้าไหมเชิงคชสารและผ้าคาดเตียงลายกนกทองโดยจัดเก็บข้อมูลรายละเอียดที่มาและขั้นตอนการออกแบบลายผ้า ในการออกแบบลายผ้าไหมเชิงคชสาร พยานออกแบบลายช้างโดยดูจากหนังสือหลักการดูช้าง คชสารของตำราไทย พยานออกแบบลายเกี้ยวเชือกซึ่งร้อยด้วยอัญมณีจำนวน 76 เม็ด ล้อมตัวช้าง ส่วนลายด้านบนและด้านล่างของช้างพยานผูกลายขึ้นใหม่โดยนำลายของใบอะแคนธัสผสมผสานกับลายเหงาซึ่งเป็นลายไทย ส่วนเชิงด้านล่างพยานผูกลายโดยนำลายเชิงพุ่มโบราณมาดัดแปลงกับใบอะแคนธัส สำหรับการออกแบบผ้าคาดเตียงลายกนกทอง พยานออกแบบโดยใช้ลายนางอัปสรซึ่งเป็นศิลปะเขมร เชิงผ้าพยานดูจากตำราลายไทยของพระเทวาภินิมมิตและปราสาทบันทายศรีซึ่งเป็นการแกะสลักหินของราชอาณาจักรกัมพูชา ส่วนช่องท้องลายของผ้าพยานออกแบบเป็นร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง