คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558
ฎีกาที่ 14596/2558
หลักกฎหมาย
แม้คดีนี้เริ่มต้นโดยการที่โจทก์ทั้งห้ามีหนังสือฉบับลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2540 ร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่ามีกลุ่มบุคคลบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์หนองปลาแขยง หนองหินตั้ง และบุ่งกระเบา และมีการออกเอกสารสิทธิในที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าว ต่อมาคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ให้โอนเรื่องร้องทุกข์ของโจทก์ทั้งห้าไปยังศาลปกครองตามมาตรา 103 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ศาลปกครองกลางรับเป็นคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 99/2544 โดยไม่ปรากฏว่า ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งห้าจัดทำคำฟ้องมายื่นใหม่ แต่เมื่อศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้โอนคดีนี้มายังศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นเห็นว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีนี้ต้องเป็นไปตาม ป.วิ.พ. จึงมีคำสั่งให้โจทก์จัดทำคำฟ้องมายื่นใหม่และโจทก์ทั้งห้าได้ยื่นคำฟ้องใหม่ต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับคำฟ้องของโจทก์ทั้งห้า โดยจำเลยทั้งสี่และผู้ร้องทั้งสิบสองมิได้โต้แย้งคัดค้านว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งห้าจัดทำคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มายื่นใหม่และมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจททั้งห้าเป็นการไม่ถูกต้อง จึงต้องถือว่า คำฟ้องฉบับใหม่ของโจทก์ทั้งห้า เป็นคำฟ้องของโจทก์ทั้งห้าในคดีนี้ เมื่อพิจารณาคำฟ้องดังกล่าว โจทก์ทั้งห้าบรรยายมาด้วยว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นราษฎรอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ใช้ประโยชน์ในที่ดินสาธารณประโยชน์หนองปลาแขยง หนองหินตั้ง และบุ่งกระเบา โดยจับปลา เลี้ยงสัตว์ และเก็บฟืน ทั้งบรรยายด้วยว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานของรัฐมีหน้าที่รับจดทะเบียนและออกเอกสารสิทธิในที่ดินท้องที่ จำเลยที่ 2 เป็นหน่วยงานของรัฐ ต้นสังกัดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจหน้าที่ปกครองและกำกับดูแลจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 เป็นหน่วยงานปกครองท้องถิ่นมีอำนาจตามกฎหมายในการดูแลรักษาที่ดินสาธารณประโยชน์รวมทั้งดำเนินคดีแก่ผู้บุกรุกและฟ้องขอให้เพิกถอนเอกสารสิทธิผู้บุกรุก ทั้งมีอำนาจตรวจสอบรังวัดที่ดินสาธารณประโยชน์ในท้องที่ของตนด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันออกเอกสารสิทธิให้ผู้บุกรุกโดยมิชอบ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ละเลยต่อหน้าที่ดูแลรักษา เป็นเหตุให้ผู้บุกรุกเข้าครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์โดยมิชอบ ดังนี้ หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่โจทก์ทั้งห้ากล่าวอ้างมาในคำฟ้อง ย่อมทำให้โจทก์ทั้งห้าไม่อาจใช้ประโยชน์ในที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าวได้ตามปกติ ต้องถือว่าโจทก์ทั้งห้ามีข้อโต้แย้งสิทธิกับจำเลยทั้งสี่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 แล้ว โจทก์ทั้งห้าจึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งห้ามีหนังสือร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ต่อมาคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ให้โอนเรื่องร้องทุกข์ของโจทก์ทั้งห้าไปยังศาลปกครอง ตามนัยมาตรา 103 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ศาลปกครองกลางรับเป็นคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 99/2544 ขณะที่คดีอยู่ที่ศาลปกครองกลาง ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 12 ยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดี อ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ศาลปกครองกลางอนุญาต ต่อมาศาลปกครองกลางและศาลชั้นต้นเห็นตรงกันว่า คดีนี้มีประเด็นแห่งคดีต้องวินิจฉัยก่อนว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือเป็นกรรมสิทธิ์โดยชอบของผู้ร้องทั้งสิบสอง เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ศาลปกครองกลางจึงมีคำสั่งให้โอนคดีนี้มายังศาลชั้นต้น และจำหน่ายคดีจากศาลปกครองกลาง ตามมาตรา 13 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 โจทก์ทั้งห้าฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันตรวจสอบที่ดินสาธารณประโยชน์หนองปลาแขยง หนองหินตั้ง และบุ่งกระเบา เพื่อกำหนดแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ ปักหลักเขตให้ชัดเจนภายใน 90 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด แล้วร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินสาธารณประโยชน์ และให้จำเลยที่ 3 กับที่ 4 สั่งเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องให้ดำเนินการขับไล่ดำเนินคดีแก่ผู้บุกรุก กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิดังกล่าว จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ผู้ร้องทั้งสิบสองยื่นคำร้องสอดว่า ผู้ร้องทั้งสิบสองรับโอนกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองในที่ดินโฉนดเลขที่ 1699, 16409, 16410, 16411 และ 19477 กับที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1458 และ 1700 ตำบลเมืองเก่า อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี จากเจ้าของเดิมโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต ทั้งผู้ร้องทั้งสิบสองยังครอบครองมาเป็นเวลานาน โจทก์ทั้งห้าไม่ได้รับความเสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องที่ 9 และที่ 11 ขอถอนคำร้องสอด ศาลชั้นต้นอนุญาต ส่วนผู้ร้องที่ 10 และที่ 12 ไม่เสียค่าขึ้นศาลภายในกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีในส่วนที่เกี่ยวกับผู้ร้องที่ 10 และที่ 12 โจทก์ทั้งห้าให้การและแก้ไขคำให้การแก้คำร้องสอดว่าเอกสารสิทธิทั้งโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 8 ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและต้องถูกเพิกถอน จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การแก้คำร้องสอดทำนองเดียวกันว่า ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 8 ไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง เพราะที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ เอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 8 จึงออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 8 ครอบครองนานเพียงใดก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง ก่อนสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำให้การ คำร้องสอดและคำให้การแก้คำร้องสอดพอวินิจฉัยได้แล้ว ให้งดสืบพยานโจทก์ทั้งห้า พยานจำเลยทั้งสี่ และพยานผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 8 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งห้า และยกคำร้องสอดของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 8 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งห้าฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา นายศิริพล บุตรของโจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ที่ 2 ผู้มรณะ ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันตรวจสอบที่ดินสาธารณประโยชน์หนองปลาแขยง หนองหินตั้ง และบุ่งกระเบา เพื่อกำหนดแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ ปักหลักเขตให้ชัดเจนภายใน 90 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินสาธารณประโยชน์ ให้จำเลยที่ 3 กับที่ 4 สั่งเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องให้ดำเนินการขับไล่ดำเนินคดีแก่ผู้บุกรุก กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิดังกล่าว มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้เพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้เริ่มต้นโดยการที่โจทก์ทั้งห้ามีหนังสือฉบับลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2540 ร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่ามีกลุ่มบุคคลบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์หนองปลาแขยง หนองหินตั้ง และบุ่งกระเบา และมีการออกเอกสารสิทธิในที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าว ต่อมาคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ให้โอนเรื่องร้องทุกข์ของโจทก์ทั้งห้าไปยังศาลปกครอง ตามนัยมาตรา 103 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติจั
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง