ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552

ฎีกาที่ 1465/2552

หลักกฎหมาย

ใบจองหุ้นสามัญเป็นเพียงหลักฐานให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิในการเป็นผู้ซื้อหุ้นที่บริษัท ห. จะจัดสรรให้เมื่อมีการจดทะเบียนเพิ่มทุนแล้ว แม้โจทก์จะทำสัญญาจองซื้อหุ้นเป็นเวลานานเป็นปีแล้ว แต่โจทก์ยังไม่ได้รับใบหุ้นและพยายามทวงถามจำเลยทั้งสองก็ตาม โจทก์ย่อมไม่ทราบว่าถูกจำเลยทั้งสองหลอกลวงหรือไม่ เพราะอาจมีปัญหาเกี่ยวกับบริษัทโดยตรงที่ไม่สามารถจดทะเบียนเพิ่มทุนได้ ระหว่างที่รอโจทก์จึงไม่สามารถทราบได้ว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาฉ้อโกงโจทก์ จนกระทั่งวันที่ 20 มีนาคม 2541 จำเลยทั้งสองยอมรับกับโจทก์ว่าไม่มีการจดทะเบียนเพิ่มทุน จึงไม่มีหุ้นโอนให้โจทก์ พร้อมคืนเงินค่าจองหุ้นและชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์รวมเป็นเงิน 2,000,000 บาท เพื่อไม่ให้โจทก์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง โจทก์จึงทราบว่าจำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทก์ในวันดังกล่าว เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 341 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 หลบหนี ศาลชั้นต้นออกหมายจับและให้จำหน่ายคดีชั่วคราวสำหรับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ร่วมกระทำความผิดมิใช่ตัวการหลักทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยกระทำความผิดมาก่อน และจำเลยที่ 2 เคยรับราชการมาเป็นระยะเวลานานจนเกษียณอายุราชการ มีคุณงามความดีเห็นควรให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทหลุยส์เปเปอร์ กรุ๊ป จำกัด เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2539 โจทก์จองซื้อหุ้นสามัญของบริษัทดังกล่าวจำนวน 40,000 หุ้น ในราคา 1,200,000 บาท ตามใบจองหุ้นสามัญโดยโจทก์สั่งจ่ายเช็ค 2 ฉบับ ชำระค่าหุ้นดังกล่าวครบถ้วนแล้ว มีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ที่ต้นขั้วเช็คทั้งสองฉบับ ตามสำเนาภาพถ่ายต้นขั้วเช็คและสำเนาภาพถ่ายเช็ค แต่ปรากฎว่าบริษัทดังกล่าวไม่ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนและไม่ได้มีมติเสนอขายหุ้นสามัญ โจทก์ไม่ได้รับใบหุ้นจากจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 20 มีนาคม 2541 โจทก์กับจำเลยทั้งสองเจรจากัน จำเลยที่ 1 ยอมชำระเงินค่าจองหุ้นคืนให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยเป็นค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 2,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) สาขาพระปิ่นเกล้า ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2541 และบันทึกข้อความเป็นหลักฐานมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นพยานตามสำเนาภาพถ่ายเช็คและบันทึกข้อความ แต่ปรากฏว่าโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คไม่ได้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความยืนยันว่า ที่โจทก์ตกลงจองซื้อหุ้นจากจำเลยที่ 1 โดยเชื่อถือจำเลยที่ 2 ขณะนั้นรับราชการเป็นรองอธิบดีกรมการประกันภัย ร่วมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทหลุยส์เปเปอร์ กรุ๊ป จำกัด ชักชวนโจทก์ให้จองซื้อหุ้นของบริษัทดังกล่าว โจทก์จองซื้อหุ้นไปเป็นเงิน 1,200,000 บาท แต่โจทก์กลับไม่ได้รับใบหุ้นจากที่จำเลยที่ 1 ภายหลังโจทก์ไปตรวจสอบรายการจดทะเบียนบริษัทที่กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ ปรากฏว่าบริษัทดังกล่าวไม่มีการขอจดทะเบียนเพิ่มทุนหรือขายหุ้นดังจำเลยทั้งสองอ้างแต่อย่างใด แสดงว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาทุจริตหลอกลวงโจทก์ด้วยการแสดงข้อความเป็นเท็จว่าบริษัทดังกล่าวจะจดทะเบียนเพิ่มทุน จึงร่วมกับจำเลยที่ 2 หลอกลวงโจทก์ให้จองซื้อหุ้นของบริษัทดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 2 นำสืบปฏิเสธว่า ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องในการซื้อขายหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับผลประโยชน์จากการซื้อขายหุ้นดังกล่าว เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ต่างๆ แล้ว เห็นว่า โจทก์รู้จักกับจำเลยที่ 1 ก็โดยการแนะนำของจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 1 เป็นญาติของจำเลยที่ 2 ในขณะที่โจทก์ไปปรึกษาจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับธุรกิจประกันภัยของโจทก์ที่กรมการประกันภัย ที่ทำงานของจำเลยที่ 2 ต่อมาเมื่อโจทก์ตกลงจองซื้อหุ้นจำนวน 1,200,000 บาท จากจำเลยที่ 1 ที่บ้านของโจทก์ จำเลยที่ 2 ก็ลงลายมือชื่อร่วมกับจำเลยที่ 1 ในใบจองหุ้น ในช่องผู้ตรวจสำหรับเจ้าหน้าที่บริษัทที่เสนอขายหุ้น เมื่อโจทก์สั่งจ่ายเช็ค 2 ฉบับ ชำระค่าจองหุ้น จำเลยที่ 2 ก็ลงลายมือชื่อในต้นขั้วเช็คทั้งสองฉบับของโจทก์เป็นหลักฐาน และต่อมาเมื่อโจทก์ทราบว่าบริษัทหลุยส์เปเปอร์ กรุ๊ป จำกัด ไม่มีการขายหุ้นเพิ่มทุนเท่ากับหลอกลวงโจทก์ จำเลยที่ 2 ก็เป็นผู้นัดหมายให้จำเลยที่ 1 มาเจรจาตกลงกับโจทก์ที่ที่ทำงานของจำเลยที่ 2 จนสามารถตกลงกันได้ว่าจำเลยที่ 1 ยินยอมคืนเงินค่าจองหุ้นให้โจทก์ พร้อมค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 2,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ก็ร่วมลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงดังกล่าวด้วย ก็ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 ทั้งสิ้น ที่จำเลยที่ 2 ปฏิเสธอ้างว่า ขณะโจทก์มาพบปรึกษาเกี่ยวกับธุรกิจประกันภัยที่ที่ทำงานของจำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 1 มาพบจำเลยที่ 2 โดยไม่ได้นัดหมา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1465/2552 · ทนอย Thanoy