ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558

ฎีกาที่ 14689/2558

หลักกฎหมาย

จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชี มีหน้าที่จัดทำข้อมูลเกี่ยวกับเงินเดือนของพนักงาน ได้ดำเนินการให้โจทก์ร่วมโอนเงินเดือนเข้าบัญชีเงินฝากของตนเองและ ส. เกินกว่าเงินเดือนที่มีสิทธิได้รับจริง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้ใช้โอกาสที่ตนเองเป็นผู้จัดทำบัญชีเงินเดือนของพนักงานทำการแสวงหาประโยชน์ด้วยการปรับแต่งบัญชีเงินเดือนของพนักงาน เพิ่มเงินเดือนให้แก่ตนเองให้มีอัตราสูงกว่าความเป็นจริง ทำให้จำเลยได้รับเงินจากโจทก์ร่วมไปเป็นเงินทั้งสิ้น 466,500 บาท และจำเลยยังได้ปรับแต่งข้อมูลอัตราเงินเดือนของ ส. ให้สูงขึ้น เป็นเหตุให้ ส. ได้รับเงินเกินไปกว่าเงินเดือนที่แท้จริงจำนวน 96,000 บาท แต่เมื่อ ส. นำเงินส่วนที่ได้รับเกินมาดังกล่าวไปคืนให้แก่จำเลย จำเลยก็นำไปเป็นประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คืนเงินให้แก่โจทก์ร่วม กรณีเป็นเรื่องที่จำเลยลักเงินของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้างโดยใช้กลอุบายปรับแต่งบัญชีเงินเดือนให้โจทก์ร่วมนำเงินฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยและ ส. เกินกว่าเงินเดือนที่มีสิทธิได้รับ แล้วจำเลยนำเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตน จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ของนายจ้าง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 335 กับให้จำเลยคืนเงิน 562,500 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา บริษัทยูนิค อินเตอร์เนชั่นแนล ฟอร์เวิร์ดดิ้ง จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา และโจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ยุติว่า โจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายสมบูรณ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วมและนายกุลบัณฑิต เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนโจทก์ร่วมได้ ในขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นพนักงานตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบัญชีของโจทก์ร่วม มีหน้าที่จัดทำข้อมูลเงินเดือนพนักงานเสนอให้กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ร่วมพิจารณาอนุมัติเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมที่เปิดไว้กับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเทียมร่วมมิตร บัญชีเลขที่ 733-2-30333-8 เพื่อโอนจ่ายเงินเดือนเข้าบัญชีเงินฝากของพนักงานแต่ละคน โดยจำเลยเป็นผู้บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับเงินเดือนของพนักงานโจทก์ร่วมลงในแผ่นซีดีและส่งให้แก่ธนาคารดำเนินการจ่ายเงินเดือนให้แก่พนักงาน บัญชีเงินฝากของจำเลยเลขที่ 733-2-30311-7 อัตราเงินเดือนของจำเลยหลังหักภาษี เงินประกันสังคม และเงินสะสมในเดือนตุลาคม 2550 ถึงเดือนมกราคม 2551 เป็นเงิน 29,950 บาท และตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2551 ถึงเดือนตุลาคม 2551 เป็นเงิน 32,750 บาท นายสุลตอน เป็นพนักงานรับส่งเอกสารของโจทก์ร่วม มีบัญชีเงินฝากเลขที่ 733-2-30289-7 อัตราเงินเดือนของนายสุลตอนหลังหักเงินประกันสังคมและเงินสะสมคงเหลือ 9,800 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า นายสมบูรณ์กับจำเลยไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ประกอบกับเหตุที่มีการแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยสืบเนื่องมาจากนายสมบูรณ์ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการโจทก์ร่วมที่มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการคนอื่นอีกหนึ่งคนในหนังสือถึงธนาคารอนุมัติให้หักเงินในบัญชีเพื่อจ่ายเงินเดือนให้แก่พนักงานของโจทก์ร่วม ได้ตรวจพบความผิดปกติของบัญชีที่มีการขึ้นลงทางตัวเลขเป็นยอดที่สูง จึงตรวจสอบ พบว่ามีการโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยเพิ่มขึ้น ซึ่งจำเลยทำหนังสือยอมรับผิดเป็นเงินทั้งสิ้น 497,000 บาท อีกทั้งโจทก์และโจทก์ร่วมยังมีบัญชีรายการเงินเดือนและการเคลื่อนไหวทางบัญชี มาแสดงให้เห็นว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชีมีหน้าที่จัดทำข้อมูลเกี่ยวกับเงินเดือนของพนักงานได้ดำเนินการให้โจทก์ร่วมโอนเงินเดือนเข้าบัญชีของตนเองและนายสุลตอนเกินกว่าเงินเดือนที่มีสิทธิได้รับจริง ดังนี้ จึงเชื่อว่านายสมบูรณ์เบิกความไปตามความเป็นจริง ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำให้จำเลยได้รับโทษ นอกจากนี้ โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนายสุลตอนมาเบิกความสนับสนุนว่า พยานเป็นพนักงานของโจทก์ร่วม เมื่อปี 2550 พยานได้รับเงินเดือนหลังจากหักเงินประกันสังคมและหักเงินสะสมแล้วเหลือเพียง 9,800 บาท และในปี 2551 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม พยานได้รับเงินเดือนเท่าเดิม แต่ตามบัญชีรายการเงินเดือนและการเคลื่อนไหวทางบัญชี ปรากฏว่าระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคม 2551 พยานมีเงินเดือนเข้าบัญชีเพิ่มขึ้นแต่มิใช่เงินเดือนที่แท้จริง เหตุที่มีเงินเพิ่มเนื่องจากพยานต้องการทำบัตรเครดิตเพื่อนำเงินไปต่อเติมบ้าน จึงไปขอให้จำเลยเพิ่มเงินเดือนไว้ที่หน้าบัญชี โดยในแต่ละเดือนพยานจะนำเงินของตนเองฝากเข้าบัญชีผ่านจำเลยหรือหากเดือนใดไม่มีเงิน พยานจะยืมเงินจำเลยฝากเข้าบัญชีไปก่อน เมื่อเงินเดือนออกพยานจะนำเงินประมาณ 12,000 บาท ไปคืนจำเลยทุกเดือนตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคม 2551 เห็นว่า คำเบิกความของนายสุลตอนเกี่ยวกับเงินเดือนของตนเองที่ได้รับในแต่ละเดือนหลังจากหักเงินประกันสังคมและหักเงินสะสมซึ่งเมื่อรวมกับจำนวนเงินที่นายสุลตอนนำไปชำระคืนให้แก่จำเลยในแต่ละเดือนแล้ว ปรากฏว่ามีจำนวนใกล้เคียงกับจำนวนเงินที่โอนเข้าบัญชีเงินเดือนของนายสุลตอนระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม 2551 ตามบัญชีรายการเงินเดือนและการเคลื่อนไหวทางบัญชี แม้โจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้อ้างรายการโอนเงินเดือนเข้าบัญชีเงินฝากของนายสุลตอนในเดือนพฤศจิกายนกับเดือนธันวาคม 2551 เป็นหลักฐาน แต่คำเบิกความของนายสุลตอนก็สอดคล้องกับเอกสารดังกล่าวแผ่นที่ 4 ซึ่งสรุปให้เห็นส่วนต่างของเงินเดือนที่นายสุลตอนได้รับเกินไปนับแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคม 2551 เป็นเงิน 96,000 บาท เมื่อไม่ปรากฏว่านายสุลตอนเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน และคำเบิกความก็ไม่ม
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง